วัตถุดิบกว่า 12 ชนิดจาก 6 ภาค คาราวานที่เดินสาย 6 จังหวัด และไข่เจียวที่เสิร์ฟฟรีรวม 7,200 เสิร์ฟ คือตัวเลขของแคมเปญ ไข่เจียวรสดี เสิร์ฟความอร่อยทั่วไทย ที่รสดีเปิดตัวเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 แต่ตัวเลขที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดในแคมเปญนี้กลับเป็นเลข 1 ครับ
ทั้งวัตถุดิบกว่า 12 ชนิด ทั้ง 6 จังหวัด และทั้ง 7,200 เสิร์ฟ ถูกเล่าผ่านเมนูเดียวกันหมด คือไข่เจียว ทั้งที่รสดีเป็นผงปรุงรสที่ใส่ได้แทบทุกเมนูในครัวไทย
ฟังดูเหมือนแคมเปญ Localized Marketing ที่ขับรถไปแจกของกินตามต่างจังหวัดใช่มั้ยครับ แต่ถ้าดูประโยคที่แบรนด์เลือกใช้เป็นแกนของแคมเปญ คือ คิดจะทำไข่เจียว ต้องใส่รสดี จะเห็นว่าเป้าหมายจริงไม่ได้อยู่ที่ความเป็นท้องถิ่น แต่อยู่ที่การผูกแบรนด์ไว้กับช่วงเวลาเดียวในครัว คือตอนที่กำลังจะตอกไข่ใส่ชาม ซึ่งในภาษาการตลาดเรียกช่วงเวลาแบบนี้ว่า Category Entry Point ครับ
บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า ทำไมผงปรุงรสที่ใส่ได้ทุกเมนูถึงเลือกผูกตัวเองไว้กับไข่เจียวเมนูเดียว และวัตถุดิบกว่า 12 ชนิดจาก 6 ภาคเข้ามาช่วยเรื่องนี้ได้อย่างไร
แล้วแบรนด์ที่ขายสินค้าซึ่งใช้ได้หลายแบบ จะเอาวิธีคิดนี้ไปต่อยอดกับงานตัวเองได้อย่างไรบ้างครับ
The All-Purpose Problem ทำไมผงปรุงรสที่ใส่ได้ทุกเมนู ถึงถูกนึกถึงได้ยาก
คำตอบสั้นๆ คือคนไม่ได้เข้าครัวพร้อมความคิดว่าวันนี้อยากใช้ผงปรุงรส แต่เข้าครัวพร้อมเมนูที่จะทำ สินค้าที่ใส่ได้ทุกเมนูจึงไม่มีเมนูไหนทำหน้าที่เรียกให้นึกถึงแบรนด์เป็นพิเศษ และต้องแข่งกับเครื่องปรุงทุกขวดทุกซองที่วางอยู่ข้างเตาในทุกจังหวะครับ
ลองดูวิธีที่อายิโนะโมะโต๊ะอธิบายรสดีในหน้าผลิตภัณฑ์ทางการของบริษัท ซึ่งเขียนไว้ว่ารสดีช่วยเติมความหอม อร่อยกลมกล่อม ให้กับทุกเมนูอาหาร ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด ในแง่การใช้งาน ประโยคนี้คือจุดแข็ง ใครซื้อไปก็ใช้ได้คุ้ม แต่ในแง่ความจำ คำว่าทุกเมนูกลับทำให้แบรนด์ไม่ได้ผูกอยู่กับเมนูไหนเป็นพิเศษเลยครับ
ตรงนี้คือจุดที่แนวคิด Category Entry Point หรือ CEP เข้ามาช่วยอธิบาย Ehrenberg-Bass Institute อธิบายว่า CEP คือช่วงเวลาที่คนก้าวเข้ามาในหมวดสินค้าในความคิดของตัวเอง และยิ่งแบรนด์ผูกตัวเองเข้ากับตัวเรียกความจำที่เกี่ยวข้องได้มากเท่าไหร่ Mental Availability หรือโอกาสที่แบรนด์จะถูกนึกถึงตอนกำลังจะซื้อก็ยิ่งสูงขึ้น
สำหรับผงปรุงรส CEP จึงไม่ใช่คำว่าผงปรุงรส แต่คือสถานการณ์อย่าง เย็นนี้จะทำอะไรกินดี ตู้เย็นเหลือแต่ไข่ หรือต้องรีบทำข้าวกล่องก่อนออกจากบ้าน คนไม่ได้นึกถึงหมวดสินค้าก่อน แต่นึกถึงเมนูก่อน แล้วค่อยเอื้อมมือไปหาเครื่องปรุงครับ
และถ้าคิดต่ออีกขั้น จังหวะที่ผงปรุงรสถูกเลือกจริงๆ ไม่ได้เกิดแค่หน้าชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เกิดซ้ำทุกครั้งที่ยืนอยู่หน้าเตา ถ้าในจังหวะนั้นมีเครื่องปรุงหลายตัววางอยู่พร้อมกัน ตัวที่ถูกหยิบน่าจะเป็นตัวที่ผูกกับเมนูตรงหน้าได้เร็วที่สุด และยิ่งถูกหยิบบ่อย ของในบ้านก็ยิ่งหมดเร็ว การผูกแบรนด์ไว้กับเมนูจึงช่วยทั้งการใช้ในวันนี้และการซื้อซ้ำในรอบถัดไปไปพร้อมกันครับ
The Omelette Moment ไข่เจียวรสดี เมื่อผงปรุงรสเลือกผูกแบรนด์ไว้กับเมนูเดียว
ไข่เจียวรสดีคือการที่รสดีเลือกผูกแบรนด์ไว้กับ Moment เดียวในครัว ผ่านประโยค คิดจะทำไข่เจียว ต้องใส่รสดี ประโยคนี้มีโครงสร้างที่ขึ้นต้นด้วยสถานการณ์ แล้วค่อยตามด้วยชื่อแบรนด์ ตรงกับหลัก CEP ที่เริ่มจากคนซื้อ ไม่ได้เริ่มจากตัวสินค้าครับ
ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นไข่เจียว คำตอบน่าจะอยู่ที่ความถี่และความง่าย กรมอนามัยเคยเปิดเผยว่าคนไทยกินไข่ไก่เฉลี่ยปีละ 223 ฟองต่อคน (ตัวเลขที่สำนักโภชนาการ กรมอนามัย เผยแพร่ไว้ในปี 2566) ไข่จึงเป็นวัตถุดิบที่วนกลับมาในครัวแทบทุกสัปดาห์ ส่วนไข่เจียวก็เป็นเมนูที่แค่ตอก ตี แล้วทอด คนที่ทำอาหารไม่เก่งก็ทำได้ ในมุม CEP นี่คือ Moment ที่เกิดบ่อยและเกิดกับคนจำนวนมาก การผูกแบรนด์ให้ติดกับ Moment แบบนี้ได้สักหนึ่งจุด น่าจะคุ้มกว่าการผูกหลายจุดแบบหลวมๆ ครับ
สมัยยังเป็น Strategic Planner นิสัยที่ถูกฝึกมาจนติดตัวคือ ก่อนจะถามว่าลูกค้าคือใคร ให้ถามก่อนว่าลูกค้าอยู่ในสถานการณ์ไหนตอนที่นึกถึงสินค้าของเรา คำถามแรกได้ Persona แต่คำถามหลังได้ Moment ซึ่งเอาไปวางแผนสื่อและวางแผนคอนเทนต์ได้จริงกว่า ไข่เจียวรสดีคือตัวอย่างที่ตอบคำถามแบบหลังได้ชัดมาก ทุกกิจกรรมในแคมเปญพากลับมาที่ภาพเดียว คือคนกำลังทำไข่เจียวครับ
ที่น่าสนใจคือภายใต้ชื่อรสดีเองก็มีวิธีผูกเมนูอีกแบบอยู่แล้ว คือรสดีเมนู ผงปรุงรสสำเร็จที่แยกสูตรตามเมนู เช่น รสดีเมนู ลาบ-น้ำตก พะโล้ แกงส้ม และผัดกะเพรา แบบนั้นคือการผูกเมนูด้วยการทำสินค้าใหม่ ส่วนไข่เจียวรสดีผูกเมนูด้วยการสื่อสาร โดยใช้สินค้าตัวหลักตัวเดิม ไม่ต้องเพิ่ม SKU และไม่ต้องหาพื้นที่ชั้นวางเพิ่ม ในความเห็นของผม นี่คือวิธีเพิ่ม Mental Availability ให้สินค้าหลักที่ประหยัดกว่ากันมากครับ
ชื่อไข่เจียวรสดียังทำหน้าที่อีกชั้นหนึ่งด้วย คือเอาชื่อแบรนด์ไปวางไว้ในชื่อเมนู ถ้าวันหนึ่งคนเริ่มเรียกไข่เจียวที่ทำกินที่บ้านว่าไข่เจียวรสดีจนติดปาก แบรนด์ก็จะถูกพูดถึงทุกครั้งที่มีคนพูดถึงเมนูนี้ โดยไม่ต้องซื้อสื่อเพิ่มเลย (ถึงจะยังต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกนานก็ตาม)
หลักการนี้คล้ายกับที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้ในบทความ 3 กลยุทธ์ KitKat เปลี่ยน Break จากสโลแกนให้กลายเป็นจังหวะที่ทำให้แบรนด์ถูกหยิบบ่อยขึ้น ที่ KitKat ผูกแบรนด์ไว้กับช่วงพัก ต่างกันตรงที่ KitKat ผูกกับช่วงเวลาของวัน ส่วนรสดีผูกกับเมนูในครัว
แน่นอนว่าการผูกกับเมนูเดียวก็มีความเสี่ยง คือคนอาจจำแบรนด์ได้แค่กับเมนูนั้น แต่สำหรับสินค้าที่ใช้ได้ทุกเมนูอยู่แล้ว ผมมองว่าการมีสักหนึ่งเมนูที่คนนึกถึงแบรนด์ได้ทันที ยังดีกว่าการที่ไม่มีเมนูไหนนึกถึงเลยหรอก และเมนูแรกที่ติดแล้วก็เป็นฐานให้ขยายไปเมนูถัดไปได้ง่ายขึ้นด้วยครับ
One Constant Ingredient วัตถุดิบกว่า 12 ชนิดจาก 6 ภาค ที่ทำให้รสดีเป็นตัวร่วมในทุกจาน
คำตอบสั้นๆ คือยิ่งท็อปปิ้งเปลี่ยนไปตามภาคมากเท่าไหร่ ส่วนที่ไม่เปลี่ยนในทุกจานก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นเท่านั้น และในแคมเปญนี้ นอกจากไข่แล้ว สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือรสดีครับ
ข้อมูลจากรสดีระบุว่าเมนูในแคมเปญมีตั้งแต่ไข่เจียวไส้อั่วและไข่เจียวแคปหมูของภาคเหนือ ไข่เจียวหมูยอและไข่เจียวแหนมของภาคอีสาน ไข่เจียวหมูสับและไข่เจียวปลาทูของภาคกลาง ไข่เจียวจ๊อปูและไข่เจียวกุ้งของภาคตะวันออก ไข่เจียวหมึกแดดเดียวและไข่เจียวสับปะรดบ้านคาของภาคตะวันตก ไปจนถึงไข่เจียวใบเหลียงและไข่เจียวไข่เค็มไชยาของภาคใต้ ผู้ร่วมกิจกรรมเลือกผัก เนื้อสัตว์ และวัตถุดิบพิเศษได้เอง และยังมีเกมหมุนวงล้อสุ่มท็อปปิ้งให้เล่นด้วย
คุณพนิดา เนื่องรักษา ผู้จัดการฝ่าย Household Business บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด พูดถึงแนวคิดของแคมเปญไว้ว่า ไม่มีสูตรสำเร็จเพียงหนึ่งเดียวสำหรับไข่เจียวที่สมบูรณ์แบบ เพราะทุกคนต่างมีวัตถุดิบโปรดและความชอบที่แตกต่างกัน
ประโยคนี้ฟังเผินๆ เหมือนแบรนด์ถอยออกจากการเป็นเจ้าของสูตร แต่ถ้ามองจากมุมนักการตลาด นี่คือการย้ายแบรนด์ไปอยู่ในส่วนที่ไม่ต้องแข่งกับความชอบของใครเลย ท็อปปิ้งเป็นของผู้บริโภคและของท้องถิ่น ส่วนรสกลมกล่อมที่เป็นฐานเป็นของรสดี ไม่ว่าจะเลือกแหนมหรือปลาทู แบรนด์ก็ยังอยู่ในจานครับ
ถ้าเทียบกับ Localized Marketing แบบที่เราคุ้นกัน อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยเล่าไว้ในบทความ Localized Marketing การตลาด Lay’s จีบคนจีนด้วย Local Food ที่ Lay’s ออกรสชาติใหม่ตามอาหารท้องถิ่นของจีน วิธีแบบนั้นต้องเปลี่ยนตัวสินค้าตามพื้นที่ ส่วนรสดีเปลี่ยนแค่ของที่ใส่คู่กับสินค้า ตัวสินค้าหลักยังเป็นตัวเดียวกันทั้งประเทศ ต้นทุนของการ Localize จึงไปอยู่ที่กิจกรรม ไม่ได้ไปอยู่ที่สายการผลิต
คาราวานของแคมเปญนี้ผ่านกรุงเทพฯ นครศรีธรรมราช และเชียงใหม่มาแล้ว และจะไปต่อที่ชลบุรีวันที่ 5-7 พฤศจิกายน กาญจนบุรีวันที่ 12-14 พฤศจิกายน และขอนแก่นวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2569 ถ้าวัดด้วยจำนวนคนอย่างเดียว 7,200 เสิร์ฟใน 6 จังหวัด เฉลี่ยแล้วราว 1,200 เสิร์ฟต่อจังหวัด ซึ่งไม่ได้เยอะเลยสำหรับแบรนด์ระดับประเทศ
ผมจึงมองว่าคุณค่าจริงของคาราวานน่าจะอยู่ที่การสร้างโอกาสให้คนได้พูดและทำไข่เจียวรสดีด้วยตัวเองมากกว่า ทั้งตอนเลือกท็อปปิ้งหน้างาน ตอนฟังเพลงไข่เจียวรสดีของแคมเปญ และตอนโพสต์สูตรในกิจกรรมออนไลน์ อวดสูตรไข่เจียวรสดีบ้านเรา ที่เปิดให้แท็กบน Facebook และ TikTok ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ทุกจุดคือการทำให้ประโยค CEP ถูกพูดซ้ำโดยผู้บริโภคเอง ซึ่งในความเห็นของผมเป็นวิธีสร้างความจำที่แน่นกว่าการได้ยินโฆษณาผ่านๆ ครับ
เล่ามาถึงตรงนี้ผมว่าเราคงได้เห็นทั้งปัญหาของสินค้าที่ใส่ได้ทุกเมนูแต่ไม่มีเมนูไหนเป็นของตัวเอง เห็นวิธีที่ไข่เจียวรสดีผูกแบรนด์ไว้กับ Moment เดียวในครัว และเห็นว่าวัตถุดิบกว่า 12 ชนิดจาก 6 ภาคช่วยให้แบรนด์กลายเป็นตัวร่วมในทุกจานได้อย่างไร
คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าสินค้าของเราไม่ได้เป็นผงปรุงรส แต่ใช้ได้หลายแบบเหมือนกัน จะเลือกผูกแบรนด์กับ Moment ไหนดี ผมเรียกวิธีคิดชุดนี้ว่า Menu Anchoring และสรุปออกมาเป็น 4 บทเรียนแบบนี้ครับ
1. Moment over Feature เริ่มจากสถานการณ์ของลูกค้า ไม่ใช่คุณสมบัติของสินค้า
คุณสมบัติบอกว่าสินค้าทำอะไรได้ แต่ Moment บอกว่าลูกค้าจะนึกถึงสินค้านั้นตอนไหน ลองเขียนสถานการณ์ที่ลูกค้าเริ่มต้องการสินค้าในหมวดของเราออกมาก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ไหน แทนที่จะเริ่มจากการเลือกว่าจะเล่าจุดขายข้อไหนครับ
ลองนึกภาพแบรนด์ทิชชู่เปียกที่เคยเล่าแค่ว่าอ่อนโยนและทำความสะอาดได้ดี ถ้าเปลี่ยนมาผูกแบรนด์กับจังหวะหลังกินไก่ทอดด้วยมือ หรือหลังเข็นรถเข็นในห้างเสร็จ คนจะมีภาพชัดขึ้นทันทีว่าควรหยิบทิชชู่ห่อนี้ติดกระเป๋าไว้ใช้ตอนไหน
2. Frequency Filter เลือก Moment ที่เกิดบ่อยและเกิดกับคนจำนวนมาก
Moment ที่ดีต้องผ่านสองคำถาม คือเกิดบ่อยแค่ไหน และเกิดกับคนกี่คน Moment ที่เกิดปีละครั้งอาจน่าจดจำ แต่ไม่ได้ช่วยให้แบรนด์ถูกนึกถึงในชีวิตประจำวัน ส่วน Moment อย่างการทำไข่เจียวที่เกิดแทบทุกสัปดาห์ในแทบทุกบ้าน คือพื้นที่ที่แบรนด์จะได้ถูกนึกถึงซ้ำๆ แบบไม่ต้องจ่ายค่าสื่อทุกครั้งครับ
ลองนึกถึงแบรนด์กาแฟซองที่ต้องเลือกระหว่างผูกแบรนด์กับงานปาร์ตี้ปีใหม่ของออฟฟิศ กับผูกกับช่วงบ่ายสองโมงที่ง่วงหลังพักเที่ยง ช่วงแรกดูสนุกกว่า แต่ช่วงหลังเกิดกับคนทำงานแทบทุกวัน แบรนด์ที่ติดอยู่กับช่วงบ่ายจึงมีโอกาสถูกหยิบบ่อยกว่ามาก
3. Brand-in-the-Name ใส่ชื่อแบรนด์ลงไปในชื่อเมนูหรือชื่อพฤติกรรม
ถ้าชื่อแบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชื่อสิ่งที่ลูกค้าทำ แบรนด์จะถูกพูดถึงทุกครั้งที่ลูกค้าพูดถึงสิ่งนั้น ไข่เจียวรสดีเป็นตัวอย่างของการตั้งชื่อเมนูที่มีแบรนด์ฝังอยู่ในตัว สิ่งที่ต้องระวังคือชื่อต้องพูดง่ายและฟังเป็นธรรมชาติ ไม่อย่างนั้นคนจะตัดชื่อแบรนด์ทิ้งเวลาพูดจริงครับ
ลองนึกภาพแบรนด์นมข้นหวานที่ร่วมกับร้านคาเฟ่ตั้งชื่อเมนูขนมปังปิ้งว่า ปังเย็น ตามด้วยชื่อแบรนด์ แทนที่จะเขียนแค่ว่าขนมปังปิ้งราดนมข้น ถ้าชื่อนี้ติดปาก ลูกค้าที่กลับไปทำกินเองที่บ้านก็มีโอกาสนึกถึงแบรนด์นั้นเป็นชื่อแรกตอนเดินซื้อของ
4. Fixed Base, Flexible Topping ให้ท็อปปิ้งเป็นของลูกค้า ให้ฐานเป็นของแบรนด์
การเปิดให้ลูกค้าปรับแต่งเองทำให้เขารู้สึกเป็นเจ้าของ แต่ถ้าทุกอย่างเปลี่ยนได้หมด แบรนด์ก็จะหายไปจากประสบการณ์นั้น หลักคือแบ่งให้ชัดว่าส่วนไหนเปิดให้ลูกค้าเลือก และส่วนไหนต้องคงที่ทุกครั้ง ส่วนที่คงที่นั่นแหละคือส่วนที่ลูกค้าจะจำเป็นแบรนด์ครับ
ลองนึกถึงร้านชานมที่ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งได้หลายสิบแบบ แต่ใช้ฐานชาสูตรเดียวทุกแก้ว ลูกค้าอาจจำไม่ได้ว่าเคยสั่งท็อปปิ้งอะไรไปบ้าง แต่รสชาติของฐานชาที่เจอทุกแก้วคือสิ่งที่ทำให้เขาแยกร้านนี้ออกจากร้านอื่นได้
Category Entry Point สรุปบทเรียนไข่เจียวรสดี ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้
สิ่งที่รสดีทำในแคมเปญนี้ ผิวนอกคือคาราวานแจกไข่เจียวที่เล่าเรื่องวัตถุดิบท้องถิ่นจาก 6 ภาค แต่แก่นข้างในคือการเลือกว่าสินค้าที่ใช้ได้ทุกเมนูจะให้คนนึกถึงตอนไหนก่อน แล้วใช้ทุกกิจกรรม ทั้งหน้างาน เพลง และออนไลน์ พาคนกลับมาที่ Moment เดียวกัน คือตอนที่กำลังจะทำไข่เจียวครับ
และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Category Entry Point หรือช่วงเวลาที่คนเริ่มนึกถึงสินค้าในหมวดของเรา แบรนด์ที่รู้ว่าตัวเองอยากถูกนึกถึงในช่วงเวลาไหน จะวางทั้งข้อความ กิจกรรม และชื่อเมนูไปในทิศเดียวกันได้ง่ายกว่าแบรนด์ที่พยายามเป็นทุกอย่างให้ทุกคน
นับจากนี้ไป การบอกลูกค้าว่าสินค้าของเราใช้ได้ทุกแบบ กลับอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้าไม่นึกถึงเราในแบบไหนเลย และถ้าวันนี้คุณยังตอบไม่ได้ว่าลูกค้านึกถึงแบรนด์ของคุณเป็นชื่อแรกในสถานการณ์ไหน ช่วงเวลานั้นก็ยังว่างให้แบรนด์อื่นเข้ามาจองไว้ก่อนอย่างน่าเสียดายครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไข่เจียวรสดี
ไข่เจียวรสดี คือแคมเปญอะไร
ไข่เจียวรสดี เสิร์ฟความอร่อยทั่วไทย คือแคมเปญของผงปรุงรสรสดี ภายใต้บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ใช้แนวคิด คิดจะทำไข่เจียว ต้องใส่รสดี โดยพาคาราวานไปเสิร์ฟไข่เจียวฟรีรวม 7,200 เสิร์ฟใน 6 จังหวัด ด้วยวัตถุดิบกว่า 12 ชนิดจาก 6 ภาค และมีกิจกรรมออนไลน์ อวดสูตรไข่เจียวรสดีบ้านเรา บน Facebook และ TikTok
คาราวานไข่เจียวรสดี ไปจังหวัดไหนบ้าง
คาราวานไข่เจียวรสดีจัดกิจกรรมที่กรุงเทพฯ นครศรีธรรมราช และเชียงใหม่ไปแล้ว และมีกำหนดไปต่อที่ชลบุรีวันที่ 5-7 พฤศจิกายน กาญจนบุรีวันที่ 12-14 พฤศจิกายน และขอนแก่นวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2569 ในพื้นที่อย่างตลาดท้องถิ่น สวนสาธารณะ ชุมชน และโรงเรียน
Category Entry Point คืออะไร
Category Entry Point หรือ CEP คือช่วงเวลาหรือสถานการณ์ที่คนเริ่มนึกถึงสินค้าในหมวดหนึ่งๆ เช่น ตู้เย็นเหลือแต่ไข่แล้วต้องทำกับข้าวด่วน แนวคิดนี้มาจากงานของ Ehrenberg-Bass Institute ซึ่งอธิบายว่าแบรนด์ที่ผูกตัวเองกับ CEP ที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น จะมีโอกาสถูกนึกถึงตอนกำลังจะซื้อสูงขึ้น
ทำไมรสดีถึงเลือกไข่เจียวเป็นเมนูหลักของแคมเปญ
ไข่เจียวเป็นเมนูที่ทำง่ายและทำบ่อยในครัวไทย โดยกรมอนามัยเคยเปิดเผยว่าคนไทยกินไข่ไก่เฉลี่ยปีละ 223 ฟองต่อคน (ตัวเลขที่สำนักโภชนาการ กรมอนามัย เผยแพร่ไว้ในปี 2566) การผูกแบรนด์ไว้กับเมนูนี้จึงทำให้รสดีมีโอกาสถูกนึกถึงซ้ำบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน และยังเปิดให้ใส่วัตถุดิบท้องถิ่นของแต่ละภาคเข้าไปได้ โดยที่รสดียังเป็นส่วนผสมร่วมของทุกจาน