Retail Curation Strategy กลยุทธ์ที่ Boots ใช้ย้ำ Health & Beauty Destination คัดแบรนด์ใหม่กว่า 30 แบรนด์จากสินค้า 7,000 รายการ พร้อม 4 บทเรียนนักการตลาด

ถอดรหัส Retail Curation Strategy จาก Boots เมื่อร้านค้าปลีกไม่ได้ขายสินค้า แต่ขายการคัดสรรที่ลูกค้าไว้ใจให้เลือกแทน

รู้มั้ยครับว่าร้านที่มีสินค้ามากกว่า 7,000 รายการ จากแบรนด์กว่า 500 แบรนด์ เวลาจะเล่าเรื่องตัวเองครั้งใหญ่ กลับเลือกพูดถึงแบรนด์แค่ 30 กว่าแบรนด์เท่านั้น

นั่นคือสิ่งที่ผมสะดุดตั้งแต่ย่อหน้าแรก เมื่อเห็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของบู๊ทส์ ประเทศไทย ที่ประกาศตอกย้ำการเป็น Health & Beauty Destination ด้วยการขนทัพแบรนด์ใหม่และสินค้าใหม่จากทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 30 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ Skincare, Body Care, Fragrance, Men’s Care ไปจนถึง Health & Wellness ทั้งที่ตัวเลขคลังสินค้าทั้งหมดของบู๊ทส์ใหญ่กว่านั้นหลายสิบเท่า

ถ้ามองผิวเผินนี่คือการเปิดตัวสินค้าใหม่ธรรมดาที่ร้านค้าปลีกทำกันทุกไตรมาส แต่ถ้ามองในมุมกลยุทธ์ นี่คือตัวอย่างที่ดีมากของสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า Retail Curation Strategy หรือกลยุทธ์ที่ร้านค้าปลีกเปลี่ยนบทบาทจากชั้นวางสินค้า ไปเป็นคนคัดสรรที่ลูกค้าไว้ใจให้เลือกแทนครับ

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า ทำไมบู๊ทส์ถึงเลือกวาง Positioning เป็น Destination แทนที่จะแข่งเรื่องราคาหรือโปรโมชัน กลไกของการคัดสรรทำงานกับใจผู้บริโภคอย่างไร และแบรนด์กับนักการตลาดอย่างเราจะเรียนรู้อะไรจากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไปใช้ต่อได้บ้าง

The Destination Play ทำไมบู๊ทส์ถึงย้ำคำว่า Health & Beauty Destination

ถ้าถามว่า Health & Beauty Destination ของบู๊ทส์คืออะไร คำตอบสั้นๆ คือการวางตัวเองเป็นจุดหมายที่คนนึกถึงเมื่ออยากค้นพบสิ่งใหม่ในโลกสุขภาพและความงาม ไม่ใช่แค่ร้านที่แวะซื้อของที่ตั้งใจมาซื้ออยู่แล้ว โดยข้อมูลจากบู๊ทส์ระบุว่าการคัดสรรรอบนี้ครอบคลุมแบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 30 แบรนด์ บนฐานสินค้ารวมกว่า 7,000 รายการ จากกว่า 500 แบรนด์ ผ่านเครือข่ายราว 250 สาขาทั่วประเทศและ Boots Thailand Mobile App

Retail Curation Strategy กลยุทธ์ที่ Boots ใช้ย้ำ Health & Beauty Destination คัดแบรนด์ใหม่กว่า 30 แบรนด์จากสินค้า 7,000 รายการ พร้อม 4 บทเรียนนักการตลาด

จังหวะของความเคลื่อนไหวนี้ยังน่าสนใจตรงที่มาในปีเดียวกับที่บู๊ทส์ฉลองครบรอบ 30 ปีในประเทศไทยพอดี และไม่ใช่ครั้งแรกที่บู๊ทส์เดินเกมสื่อสารจาก Insight ของนักช้อปไทย อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยเล่าไว้ตอนบู๊ทส์จับ Insight นักช้อปไทยส่งโปรโมชันแบบทัชใจสายช้อป เพียงแต่รอบนี้น้ำหนักของเรื่องย้ายจากโปรโมชันมาอยู่ที่ตัวสินค้าและการค้นพบเต็มตัว

คำที่น่าสนใจที่สุดในประกาศครั้งนี้ไม่ใช่ชื่อแบรนด์ไหนเลย แต่คือคำว่า ค้นพบ ที่โผล่มาซ้ำแล้วซ้ำอีก คุณสนมชนมน์ จินานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บู๊ทส์ ประเทศไทย อธิบายไว้ว่าลูกค้าไม่ได้มองหาเพียงผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เท่านั้น แต่ยังต้องการค้นพบนวัตกรรม เทรนด์ และแบรนด์ใหม่ๆ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง บู๊ทส์จึงมุ่งสร้างพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงสิ่งใหม่ในโลก Health & Beauty ได้อย่างต่อเนื่อง

ทุกครั้งที่เห็นแบรนด์เลือกวาง Positioning แบบนี้ ผมจะนึกถึงสิ่งที่ Byron Sharp เขียนไว้ในหนังสือ How Brands Grow เรื่อง Mental Availability หรือความพร้อมที่จะถูกนึกถึงในหัวลูกค้า แบรนด์ไม่ได้ชนะกันตอนลูกค้ายืนอยู่หน้าชั้นวาง แต่ชนะกันตั้งแต่ตอนลูกค้านึกว่าจะไปที่ไหน คำว่า Destination จึงไม่ใช่คำโฆษณาสวยๆ แต่คือความพยายามจองพื้นที่ในหัวผู้บริโภคว่า ถ้าอยากรู้ว่าโลกความงามมีอะไรใหม่ ให้มาที่นี่ก่อน ซึ่งเป็นสนามที่แข่งยากกว่าและยั่งยืนกว่าการแข่งโปรโมชันเยอะครับ

จังหวะเวลาของการตอกย้ำครั้งนี้ก็เข้าทางตลาดพอดี รายงาน The Beauty Market in 2023 ของ McKinsey ระบุว่า 42% ของผู้บริโภคบอกว่าตัวเองสนุกกับการได้ลองแบรนด์ใหม่ๆ และแม้ยอดขายบิวตี้ผ่านอีคอมเมิร์ซจะขยับมาเกิน 20% แล้ว แต่นั่นก็แปลว่ายอดขายเกือบ 80% ยังเกิดขึ้นที่หน้าร้าน โดยแรงขับสำคัญของช่องทางหน้าร้านคือความต้องการค้นพบและทดลองสินค้าจริงก่อนตัดสินใจ พูดง่ายๆ คือผู้บริโภคยุคนี้อยากเจอของใหม่อยู่แล้ว คำถามมีแค่ว่าเขาจะไปเจอของใหม่เหล่านั้นที่ไหน และบู๊ทส์กำลังยกมือตอบว่า ที่นี่

The Curator Economy เมื่อคุณค่าของร้านค้าปลีกอยู่ที่การคัดออก ไม่ใช่แค่คัดเข้า

ประเด็นที่ผมอยากชวนคิดต่อจากตัวเลข 30 แบรนด์คือ การเลือก 30 แบรนด์มาเล่า แปลว่ามีแบรนด์อีกจำนวนมากที่ไม่ถูกเลือก และตรงนั้นแหละคือคุณค่าที่แท้จริงของการคัดสรร

Retail Curation Strategy กลยุทธ์ที่ Boots ใช้ย้ำ Health & Beauty Destination คัดแบรนด์ใหม่กว่า 30 แบรนด์จากสินค้า 7,000 รายการ พร้อม 4 บทเรียนนักการตลาด

ลองคิดตามนะครับ ทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ขาดตัวเลือก แต่กำลังจมอยู่ในตัวเลือก สกินแคร์เซรั่มอย่างเดียวก็มีให้เลือกนับพันตัวจากทั้งแบรนด์โลก แบรนด์เกาหลี แบรนด์ไทย ไปจนถึงแบรนด์ที่เกิดบน TikTok เมื่อเดือนที่แล้ว ยิ่งแต่ละตัวมีส่วนผสม ความเข้มข้น และคำเคลมที่เทียบกันยาก การตัดสินใจยิ่งเหนื่อย ซึ่งเข้าเงื่อนไขของ Choice Overload ที่การตลาดวันละตอนเคยถอดงานวิจัย Jam Study ไว้ละเอียดในบทความ Paradox of Choice ว่าตัวเลือกจำนวนมากจะกลายเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อตัวเลือกเหล่านั้นเทียบกันยากและคนเลือกไม่แน่ใจในรสนิยมตัวเอง ซึ่งตรงกับสินค้าความงามแบบเป๊ะๆ

สิ่งที่บู๊ทส์ทำจึงไม่ใช่การลดตัวเลือกให้เหลือน้อยๆ แบบที่หลายคนเข้าใจผิดเรื่อง Paradox of Choice กัน แต่คือการคงความหลากหลายกว่า 7,000 รายการไว้ แล้วสร้างชั้นของการคัดสรรซ้อนขึ้นมาข้างบน ผ่านการประกาศว่าไอเทมไหนคือของใหม่ห้ามพลาดประจำซีซัน เทรนด์ไหนกำลังมา อย่างไลน์ Longevity Skincare ที่มาตอบเทรนด์การดูแลผิวระยะยาว ลูกค้าที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรก็ยังหาของครบ ส่วนลูกค้าที่ไม่แน่ใจก็มีทางลัดที่มีคนคัดมาให้แล้ว

ที่ลึกไปอีกชั้นคือระบบสมาชิก Boots Club ที่ให้ใช้คอยน์แทนส่วนลด สิทธิ์แลกซื้อ และส่วนลดพิเศษในเดือนเกิด ถ้ามองแบบผ่านๆ นี่คือ Loyalty Program ปกติ แต่ถ้ามองในมุม Data ทุกการแลกคอยน์และทุกตะกร้าคือข้อมูลพฤติกรรมที่บอกว่าลูกค้าคนไหนกำลังสนใจอะไร ซึ่งทำให้การคัดสรรรอบถัดไปแม่นขึ้นเรื่อยๆ จากการคัดสรรระดับประเทศ ขยับเข้าใกล้การคัดสรรระดับรายคน และนั่นคือความได้เปรียบที่คู่แข่งใน Category เลียนแบบได้ยากเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่ลอกได้คือรายชื่อแบรนด์บนเชลฟ์ แต่สิ่งที่ลอกไม่ได้คือข้อมูลว่าลูกค้าคนไหนควรเจอแบรนด์ไหนครับ

The Gateway Shelf เชลฟ์ที่แบรนด์ทั้งโลกใช้เป็นประตูเข้าหาผู้บริโภคไทย

มุมที่นักการตลาดฝั่งแบรนด์ไม่ควรมองข้ามคือ การคัดสรรของร้านค้าปลีกไม่ได้ทำงานฝั่งผู้บริโภคฝั่งเดียว แต่ทำงานฝั่งแบรนด์ด้วย

Retail Curation Strategy กลยุทธ์ที่ Boots ใช้ย้ำ Health & Beauty Destination คัดแบรนด์ใหม่กว่า 30 แบรนด์จากสินค้า 7,000 รายการ พร้อม 4 บทเรียนนักการตลาด

ดูจากรายชื่อแบรนด์ใหม่รอบนี้จะเห็นภาพชัด ฝั่งแบรนด์ระดับโลกมี The Ordinary แบรนด์สกินแคร์จากแคนาดาในเครือ The Estée Lauder Companies ที่ปิดดีลซื้อกิจการ DECIEM บริษัทแม่ของแบรนด์ครบ 100% ไปเมื่อกลางปี 2024 ที่กำลังจะเข้ามาวางจำหน่าย มี Eucerin ที่ส่งไลน์ใหม่ Epicelline + Longevity มาเกาะเทรนด์ Longevity ตั้งแต่ Serum, Day Care SPF 30 ไปจนถึง Night Care มี ISDIN แบรนด์เวชสำอางและกันแดดจากสเปน และ Old Spice แบรนด์ระงับกลิ่นกายสำหรับผู้ชายจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่ฝั่งแบรนด์ไทยก็มี INGU ที่ส่งไอเทมใหม่อย่าง 9 Peptide Plumping Oil in Serum มาเติม พร้อมเปิดตัว IN U แบรนด์น้องใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

คำถามเชิงกลยุทธ์คือ ทำไมแบรนด์ระดับโลกที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วถึงเลือกเข้าตลาดผ่านเชลฟ์ของร้านค้าปลีกแบบนี้ คำตอบอยู่ที่แนวคิดอีกครึ่งหนึ่งของ Byron Sharp คือ Physical Availability หรือความง่ายในการหาซื้อ การเข้าเชลฟ์บู๊ทส์ครั้งเดียวเท่ากับได้การกระจายสินค้าทั่วประเทศรวมถึงสาขาในสนามบิน พร้อมฐานลูกค้าที่เดินเข้ามาด้วยโหมดอยากค้นพบของใหม่อยู่แล้ว ซึ่งถ้าแบรนด์ต้องสร้างเองทั้งหมดจะใช้เวลาหลายปี นี่คือเหตุผลที่เชลฟ์ของ Retailer ที่มี Positioning ชัด กลายเป็นสินทรัพย์ที่แบรนด์อยากได้พื้นที่ ไม่ต่างจากที่แบรนด์เคยแย่งพื้นที่โฆษณาช่วงไพรม์ไทม์ในยุคทีวีเลยครับ

และอย่าลืมว่าบู๊ทส์เองก็มีแบรนด์ของตัวเองยืนอยู่บนเชลฟ์เดียวกันด้วย ทั้ง No7 ที่รอบนี้ส่งไลน์ใหม่ Prime Forever มาเสริม ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ Boots UK สร้างเองมาตั้งแต่ปี 1935 และ Soap & Glory ที่ส่ง Fragrance Mist มาเติมฝั่ง Body Care นี่คือชั้นเชิงของการคัดสรรที่แหลมคมขึ้นไปอีก การมี Own Brand ที่หาซื้อจากที่อื่นไม่ได้ ทำให้เหตุผลในการเดินเข้าร้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบรนด์คนอื่นทั้งหมด และ Margin จากแบรนด์ตัวเองก็มาช่วยหล่อเลี้ยงให้เกมการคัดสรรระยะยาวเดินต่อได้

4 บทเรียน Retail Curation Strategy ที่นักการตลาดเอาไปใช้ต่อได้

เล่ามาถึงตรงนี้ เราเห็นทั้งการวาง Positioning เป็น Destination ที่จองพื้นที่ในหัวลูกค้า เห็นกลไกการคัดสรรที่เปลี่ยนความล้นเกินให้เป็นความไว้ใจ และเห็นบทบาทของเชลฟ์ในฐานะประตูที่แบรนด์ทั้งโลกอยากเดินผ่านเข้ามาหาผู้บริโภคไทย

คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าธุรกิจของเราไม่ใช่ร้านค้าปลีกขนาด 250 สาขา หลักคิดเบื้องหลังความเคลื่อนไหวครั้งนี้จะย่อส่วนมาใช้กับแบรนด์ของเราได้อย่างไร ผมสรุปออกมาเป็น 4 บทเรียนแบบนี้ครับ

1. Curation as Value ขายการคัดสรร ไม่ใช่ขายความครบ

ความครบเป็นคุณสมบัติที่ใครมีเงินก็สร้างได้ แต่ความไว้ใจว่าของที่อยู่ตรงหน้าผ่านการคัดมาแล้ว เป็นคุณค่าที่ต้องสะสม ธุรกิจที่มีสินค้าหรือบริการหลากหลาย ควรถามตัวเองว่านอกจากทำให้ลูกค้าหาของเจอแล้ว เราช่วยลูกค้าตัดสินใจตรงไหนบ้าง

ลองนึกภาพร้านอาหารเสริมออนไลน์ที่มีสินค้า 500 รายการ แล้วเพิ่มหมวด 10 ตัวที่เภสัชกรของร้านเลือกให้ตามช่วงวัย เทียบกับร้านที่โชว์สินค้าทั้ง 500 รายการเรียงตามราคา ร้านแรกกำลังขายการคัดสรร ส่วนร้านหลังกำลังโยนภาระการเลือกทั้งหมดกลับไปให้ลูกค้าแบกเองครับ

2. Availability Shortcut ทางลัดสู่ความพร้อมที่ไม่ต้องสร้างเองทุกอย่าง

บทเรียนฝั่งแบรนด์คือ Physical Availability ไม่จำเป็นต้องสร้างเองจากศูนย์เสมอไป การเลือกพาร์ทเนอร์ค้าปลีกที่ Positioning ตรงกับจุดแข็งของแบรนด์ อาจพาสินค้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายได้เร็วกว่าการเปิดหน้าร้านเองหลายปี โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่เข้าให้ได้ทุกช่องทาง แต่คือเลือกช่องทางที่ลูกค้าเดินเข้ามาด้วย Mindset ที่ใช่

ลองนึกถึงแบรนด์สกินแคร์ไทยเกิดใหม่ที่ต้องเลือกระหว่างทุ่มงบยิงโฆษณาเพื่อดึงคนเข้าเว็บตัวเอง กับการยอมแบ่ง Margin เพื่อขึ้นเชลฟ์ค้าปลีกที่คนเดินเข้ามาโหมดอยากลองของใหม่อยู่แล้ว ทางเลือกหลังอาจแลกมาด้วยกำไรต่อชิ้นที่บางลง แต่ได้ทั้งยอดขาย ความน่าเชื่อถือ และโอกาสถูกค้นพบโดยไม่ต้องจ่ายค่า Awareness เองทั้งหมด

3. Discovery Routine เปลี่ยนการมาครั้งแรกให้เป็นการกลับมาเรื่อยๆ

จุดที่แหลมคมของการผูก Positioning เข้ากับ Self-care Routine กิจวัตรการดูแลตัวเองในทุกวัน คือการเปลี่ยนธรรมชาติของสินค้าความงามจากการซื้อเป็นครั้งๆ ให้กลายเป็นเรื่องที่ต้องอัปเดตอยู่เสมอ เมื่อมีของใหม่หมุนเวียนเข้ามาต่อเนื่อง Metric ที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่ Conversion ของการมาครั้งแรก แต่คือความถี่ที่ลูกค้ากลับมาดูว่ามีอะไรใหม่

ลองนึกถึงคาเฟ่ที่มีเมนูประจำแข็งแรงอยู่แล้ว แต่เพิ่มเมนูพิเศษที่เปลี่ยนทุกเดือน ลูกค้าประจำจะมีเหตุผลใหม่ให้แวะมาทุกเดือนโดยที่ร้านไม่ต้องลดราคาเลยสักบาท หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้ตั้งแต่ร้านกาแฟไปจนถึงแอปอีคอมเมิร์ซครับ

4. Exclusive Anchor มีของที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เป็นตัวยึดใจลูกค้า

การคัดสรรที่เก่งแค่ไหนก็ยังมีจุดอ่อน คือแบรนด์ที่เราคัดมา วันหนึ่งอาจไปอยู่บนเชลฟ์ของคู่แข่งใน Category ได้เหมือนกัน ตัวยึดที่แข็งแรงจริงคือสิ่งที่ลูกค้าหาได้จากเราที่เดียว จะเป็น Own Brand แบบ No7 สินค้า Exclusive สิทธิพิเศษของสมาชิก หรือแม้แต่คำแนะนำจากพนักงานที่เก่งกว่าใคร ก็นับเป็น Anchor ได้ทั้งนั้น

ลองนึกภาพร้านหนังสืออิสระที่อยู่รอดท่ามกลางอีคอมเมิร์ซ ไม่ใช่เพราะหนังสือถูกกว่า แต่เพราะมีมุมหนังสือที่เจ้าของร้านเขียนป้ายแนะนำด้วยลายมือทุกเล่ม ของแบบนี้แหละครับที่ลูกค้าย้ายร้านตามไม่ได้

Curated Discovery สรุปบทเรียนกลยุทธ์ Retail Curation จาก Boots ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

Retail Curation Strategy กลยุทธ์ที่ Boots ใช้ย้ำ Health & Beauty Destination คัดแบรนด์ใหม่กว่า 30 แบรนด์จากสินค้า 7,000 รายการ พร้อม 4 บทเรียนนักการตลาด

ความเคลื่อนไหวของบู๊ทส์ครั้งนี้ ผิวนอกคือการเปิดตัวแบรนด์ใหม่กว่า 30 แบรนด์ แต่แก่นข้างในคือการประกาศจุดยืนว่าในยุคที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกล้นมือและมีอัลกอริทึมคอยป้อนของใหม่ใส่ฟีดทุกวัน ร้านค้าปลีกที่จะยังมีความหมายอยู่ ต้องเป็นมากกว่าสถานที่รับสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับภาพใหญ่ที่การตลาดวันละตอนเคยสรุปไว้ในเทรนด์ Retail & Commerce ปี 2027 ว่าหน้าร้านกำลังเปลี่ยนบทบาทจากจุดขายไปเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และความสัมพันธ์กับลูกค้า

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Curated Discovery หรือการค้นพบที่มีคนคัดมาให้แล้ว เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคยุคนี้โหยหาไม่ใช่ตัวเลือกที่มากขึ้นอีก แต่คือความรู้สึกตื่นเต้นของการเจอของใหม่ โดยไม่ต้องแบกความเหนื่อยของการกรองทุกอย่างด้วยตัวเอง ใครทำให้สองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ คนนั้นคือเจ้าของ Traffic ทั้งขาเข้าร้านและขาเข้าใจลูกค้า

นับจากนี้ไปคำถามของนักการตลาดจึงไม่ใช่แค่ว่าเรามีสินค้าครบแค่ไหน แต่คือลูกค้าไว้ใจให้ใครเป็นคนคัดสรรแทนเขา ถ้าวันนี้คำตอบยังไม่ใช่แบรนด์ของคุณ ก็ถึงเวลาต้องลงมือสร้างความไว้ใจนั้นอย่างจริงจังแล้วครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Retail Curation Strategy

Retail Curation Strategy คืออะไร

Retail Curation Strategy คือกลยุทธ์ที่ร้านค้าปลีกสร้างคุณค่าจากการคัดสรรสินค้าแทนการแข่งกันที่ความครบหรือราคา โดยทำหน้าที่กรองตัวเลือกจำนวนมหาศาลให้เหลือชุดที่น่าเชื่อถือสำหรับลูกค้า เหมือนที่บู๊ทส์คัดแบรนด์ใหม่กว่า 30 แบรนด์ขึ้นมาเล่าจากฐานสินค้ากว่า 7,000 รายการ หัวใจของกลยุทธ์นี้คือการเปลี่ยนความไว้ใจในการเลือกให้กลายเป็นเหตุผลที่ลูกค้ากลับมาซ้ำ

Health & Beauty Destination ของ Boots ต่างจากร้านค้าปลีกทั่วไปอย่างไร

จุดต่างอยู่ที่บทบาทของร้าน ร้านค้าปลีกทั่วไปเป็นจุดรับสินค้าที่ลูกค้าตั้งใจมาซื้ออยู่แล้ว แต่ Destination คือจุดหมายที่ลูกค้ามาเพื่อค้นพบของใหม่ โดยบู๊ทส์ใช้ทั้งการหมุนเวียนแบรนด์ใหม่ต่อเนื่อง การมี Own Brand อย่าง No7 และ Soap & Glory ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ และสิทธิประโยชน์ของ Boots Club มาทำให้การแวะมาดูของใหม่กลายเป็นกิจวัตร

แบรนด์ควรใช้เชลฟ์ร้านค้าปลีกเป็นช่องทางเข้าตลาดเมื่อไหร่

เมื่อแบรนด์ต้องการ Physical Availability และความน่าเชื่อถือเร็วกว่าการสร้างช่องทางเอง การขึ้นเชลฟ์ร้านค้าปลีกที่มี Positioning ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ทำให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าที่มาด้วยโหมดอยากลองของใหม่อยู่แล้ว แลกกับ Margin ที่บางลง เหมาะกับแบรนด์ที่สินค้าต้องการการทดลองก่อนซื้อ อย่างสกินแคร์ น้ำหอม หรือสินค้าสุขภาพ

นักการตลาดเอาแนวคิด Curation ไปใช้กับธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างไร

เริ่มจากการลดภาระการตัดสินใจของลูกค้าในจุดที่ตัวเลือกเยอะและเทียบกันยาก เช่น ทำชุดสินค้าแนะนำตามโจทย์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม สร้างหมวดที่มีผู้เชี่ยวชาญคัดให้ หรือหมุนเวียนสินค้าไฮไลต์ประจำเดือนให้ลูกค้ามีเหตุผลกลับมาดูของใหม่ สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ เพราะความไว้ใจในการคัดสรรต้องใช้เวลาสะสมเหมือนความไว้ใจในตัวแบรนด์

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *