ภูเขาทอง Taste It Forward แคมเปญส่งต่อสูตรเชฟป้อมสู่ร้านอาหาร 20 แห่ง แจกซอสฟรี 100 ร้านแรก เซ็ตสุดคุ้ม 299 จาก 508 บาท ถอดกลยุทธ์ Recipe Marketing ของแบรนด์ซอส

ถอดรหัสการตลาด ภูเขาทอง TASTE IT FORWARD เมื่อสูตรอาหารระดับเชฟกลายเป็นสื่อของแบรนด์ซอสอายุ 72 ปี

จากเซ็ตซอส 6 ขวดพร้อมอุปกรณ์ครบมือมูลค่า 508 บาท ที่ถูกจัดใหม่ให้เหลือแค่ 299 บาท ทำให้ผมหยุดดูแคมเปญล่าสุดของซอสภูเขาทองนานกว่าปกติครับ เพราะถ้ามองผ่านๆ นี่คือการจัดเซ็ตลดราคาที่เจอได้ทั่วไปในตลาด แต่พอไล่ดูองค์ประกอบทั้งหมดของแคมเปญ ภูเขาทอง TASTE IT FORWARD สูตรนี้อร่อยระดับเชฟ แล้วจะพบว่าส่วนลดเป็นแค่ส่วนที่เล็กที่สุดของเรื่องนี้

เพราะแกนจริงของแคมเปญนี้คือการเอาสูตรอาหารของเชฟระดับกรรมการรายการทำอาหารชื่อดัง มาส่งต่อให้ร้านอาหารทั่วประเทศใช้เป็นเมนูใหม่ประจำร้าน แล้วชวนคนทั่วไปทำเมนูเดียวกันที่บ้านผ่านเซ็ตสินค้าที่ว่า พูดง่ายๆ คือแบรนด์ไม่ได้จ่ายเงินซื้อสื่อโฆษณาเป็นหลัก แต่เปลี่ยนสูตรอาหาร 1 สูตรให้กลายเป็นสื่อที่เดินทางจากครัวเชฟ ไปครัวร้านอาหาร แล้วจบที่ครัวในบ้านของผู้บริโภค

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า แบรนด์ซอสที่อยู่คู่ครัวไทยมากว่า 70 ปี ออกแบบการส่งต่อครั้งนี้อย่างไร ทำไม Recipe Marketing หรือการตลาดด้วยสูตรอาหารถึงเหมาะกับสินค้าเครื่องปรุงเป็นพิเศษ และเราจะเรียนรู้อะไรจากแคมเปญนี้ไปใช้กับแบรนด์ของตัวเองได้บ้างครับ

Recipe as Media Background ทำไมภูเขาทองถึงเลือกส่งต่อสูตรแทนการยิงโฆษณา

ภูเขาทอง TASTE IT FORWARD สูตรนี้อร่อยระดับเชฟ คือแคมเปญของบริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายซอสปรุงรสตราภูเขาทองและซอสพริกศรีราชาพานิช ที่ตั้งใจส่งต่อสูตรอาหารจากเชฟชื่อดังของไทยให้ร้านอาหารทั่วประเทศนำไปต่อยอดเป็นเมนูใหม่ประจำร้าน พร้อมชวนผู้บริโภคทำเมนูเดียวกันที่บ้าน โดยเริ่มจากเมนูแรกคือหมูก้อนทอดซอสภูเขาทอง สูตรของเชฟป้อม หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล และข้อมูลจากภูเขาทองระบุว่าตอนนี้มีร้านอาหาร 20 แห่งในหลายจังหวัดนำสูตรนี้ไปทำขายจริงแล้ว

ก่อนจะไปถึงกลยุทธ์ ต้องเข้าใจโจทย์ของสินค้าประเภทนี้ก่อนครับ ซอสปรุงรสคือสินค้าที่นักการตลาดเรียกว่า Low Involvement Product คือของที่คนหยิบใส่ตะกร้าด้วยความเคยชินมากกว่าการตัดสินใจ แบรนด์ที่แม่ใช้ ลูกก็มักใช้ตาม และไทยเทพรสเองก็ผลิตซอสภูเขาทองมาตั้งแต่ปี 2497 จนกลายเป็นขวดที่อยู่ในครัวแทบทุกบ้านโดยที่เจ้าของครัวไม่เคยต้องคิดถึงแบรนด์นี้เลย

ตรงนี้แหละคือจุดที่น่าสนใจ เพราะความเคยชินเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน จุดแข็งคือยอดขายที่สม่ำเสมอ แต่จุดอ่อนคือแบรนด์แทบไม่มีพื้นที่ในบทสนทนาของผู้บริโภคเลย ไม่มีใครถ่ายรูปขวดซอสลงโซเชียล ไม่มีใครรีวิวซีอิ๊วขาวให้เพื่อนฟัง

ยิ่งในยุคที่ของทอดคือหมวดอาหารที่คนไทยพูดถึงกันมหาศาลบนโลกออนไลน์ อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยสำรวจไว้ใน Data Research Insight จักรวาลหมูทอดจาก Social Listening บทสนทนาเรื่องอาหารแทบทั้งหมดวนอยู่ที่ตัวเมนูและร้าน แต่แทบไม่มีใครพูดถึงเครื่องปรุงที่อยู่เบื้องหลังจานนั้นหรอกครับ

แคมเปญนี้จึงเป็นความพยายามแก้โจทย์ที่ตรงจุดมาก คือในเมื่อคนไม่คุยกันเรื่องซอส ก็ทำให้ซอสไปอยู่ในสิ่งที่คนคุยกันอยู่แล้วแทน นั่นคือเมนูอาหาร ผ่านการส่งต่อสูตรที่มีชื่อเชฟการันตี

Chef Credibility Transfer ยืมความน่าเชื่อถือระดับเชฟมาไว้ในขวดซอส

หัวใจข้อแรกของแคมเปญคือการเลือกใช้เชฟป้อม หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะกรรมการรายการ MasterChef Thailand มาเป็นเจ้าของสูตรหมูก้อนทอดซอสภูเขาทอง ซึ่งการเลือกแบบนี้ให้ผลต่างจากการจ้าง Presenter ทั่วไปอยู่พอสมควรครับ

เพราะ Presenter ทำหน้าที่บอกว่าตัวเองใช้สินค้านี้อยู่ แต่เชฟทำหน้าที่พิสูจน์ว่าสินค้านี้ทำของอร่อยได้จริง สังเกตจากชื่อแคมเปญที่บอกว่า สูตรนี้อร่อยระดับเชฟ นี่คือการเปลี่ยน Message จากซอสของเราดี ซึ่งใครก็พูดได้ ไปเป็นสูตรที่เชฟคิดให้แล้วทำตามได้เลย ซึ่งจับต้องได้กว่ากันมาก ความน่าเชื่อถือของเชฟถูกถ่ายโอนมาที่ตัวสูตร และสูตรก็บังคับกลายๆ ว่าต้องมีซอสภูเขาทองเป็นวัตถุดิบหลัก แบรนด์เลยได้ตำแหน่งใหม่เป็นวัตถุดิบของความอร่อยระดับเชฟ โดยไม่ต้องประกาศเองสักคำ

ที่คมกว่านั้นคือสูตรอาหารเป็นสื่อที่มีอายุยาวครับ โฆษณา 1 ชิ้นจบที่การมองเห็น แต่สูตร 1 สูตรถูกทำซ้ำได้ไม่จำกัด ทุกครั้งที่ร้านทอดหมูก้อนขาย หรือมีคนทำตามที่บ้านแล้วถ่ายลงโซเชียล แบรนด์ก็ถูกพูดถึงใหม่อีกรอบโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เพราะชื่อซอสฝังอยู่ในชื่อเมนูตั้งแต่แรกแล้ว

Restaurant as Media เมื่อร้านอาหารเป็นทั้งลูกค้าและสื่อของแบรนด์ในเวลาเดียวกัน

ชั้นที่สองของแคมเปญคือการออกแบบให้ร้านอาหารเป็นตัวกลางของการส่งต่อ ข้อมูลจากภูเขาทองระบุว่านอกจากร้าน 20 แห่งที่นำเมนูไปขายจริงและช่วยบอกต่อแคมเปญผ่านโซเชียลมีเดียของร้านแล้ว แบรนด์ยังเปิดรับร้านอาหารเพิ่ม โดยร้าน 100 ร้านแรกที่สมัครผ่านเพจ Facebook ซอสภูเขาทอง by Thaitheparos จะได้รับซอสปรุงรสฝาเขียวขนาด 600 มล. จำนวน 1 ลัง พร้อมชุดผ้ากันเปื้อนและหมวกไปใช้ในร้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใน 30 กันยายน 2569 นี้

ถ้ามองด้วยมุมการตลาด นี่คือการทำ Sampling แจกสินค้าทดลองที่ฉลาดมากครับ เพราะแทนที่จะแจกผู้บริโภคทีละขวดซึ่งจบที่การลองครั้งเดียว แบรนด์เลือกแจกร้านอาหารทีละลัง แล้วให้ร้านเปลี่ยนซอสนั้นเป็นเมนูที่ขายซ้ำได้ทุกวัน ร้าน 1 ร้านจึงทำหน้าที่ 3 อย่างพร้อมกัน เป็นลูกค้าที่จะสั่งซื้อซอสต่อเมื่อเมนูขายดี เป็นจุดให้ผู้บริโภคจำนวนมากได้ชิมรสชาติจากซอสโดยไม่รู้ตัว และเป็นสื่อที่โพสต์เล่าเมนูใหม่ให้ลูกค้าของร้านเห็นอีกต่อหนึ่ง

โครงสร้างแบบนี้มีชื่อเรียกว่า B2B2C คือแบรนด์ไปหาธุรกิจก่อน แล้วให้ธุรกิจพาไปหาผู้บริโภคอีกที ซึ่งเหมาะกับสินค้าเครื่องปรุงเป็นพิเศษ เพราะจุดที่คนเปิดใจให้รสชาติใหม่ที่สุดไม่ใช่ตอนยืนอยู่หน้าชั้นวางของ แต่คือตอนได้กินของอร่อยเข้าไปแล้วอยากรู้ว่าร้านทำยังไง แคมเปญนี้แค่เตรียมคำตอบรอไว้ให้เรียบร้อยว่าสูตรนี้ทำตามได้ที่บ้าน พร้อมเซ็ตซอสที่ซื้อได้ทันที

และฝั่งร้านเองก็ได้ประโยชน์ที่จับต้องได้เหมือนกัน เพราะร้านเล็กๆ จำนวนมากไม่ได้มีทีมคิดเมนูใหม่หรืองบทำการตลาดของตัวเองหรอกครับ การได้เมนูที่มีสูตรจากเชฟระดับประเทศพร้อมเรื่องราวให้เล่า จึงเป็นของที่ร้านเอาไปใช้สื่อสารต่อได้เลย นี่คือเหตุผลที่คุณวรัญญา วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการของไทยเทพรส วางแคมเปญนี้เป็นการสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ให้ร้านอาหาร ไม่ใช่แค่กิจกรรมส่งเสริมการขายของแบรนด์

The 299 Experience Set เซ็ตสุดคุ้มที่ขายประสบการณ์ทำอาหาร ไม่ใช่แค่ซอส 6 ขวด

ภูเขาทอง Taste It Forward แคมเปญส่งต่อสูตรเชฟป้อมสู่ร้านอาหาร 20 แห่ง แจกซอสฟรี 100 ร้านแรก เซ็ตสุดคุ้ม 299 จาก 508 บาท ถอดกลยุทธ์ Recipe Marketing ของแบรนด์ซอส

ชั้นสุดท้ายของการส่งต่อคือการพาสูตรเข้าไปถึงครัวในบ้าน ผ่านเซ็ตหมูก้อนทอดซอสภูเขาทองราคา 299 บาท จากมูลค่ารวม 508 บาท ที่วางขายบน Shopee, Lazada, TikTok และ Line ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยข้อมูลจากภูเขาทองระบุว่าในเซ็ตมีซอสปรุงรสฝาเขียว 1 ลิตร ซอสหอยนางรม 660 มล. ซีอิ๊วขาว 1 ลิตร ซอสพริกเผ็ดน้อย 230 กรัม ซอสมะเขือเทศ 220 กรัม และซอสปรุงรสฝาเหลือง 110 กรัม รวม 6 ขวด

แต่จุดที่ผมอยากให้เพื่อนๆ ดูดีๆ ไม่ใช่ตัวซอส แต่เป็นของที่เหลือในเซ็ตครับ เพราะแบรนด์แถมชุดผ้ากันเปื้อนพร้อมหมวกลายผ้าขาวม้า จานขนาด 9 นิ้ว และโบรชัวร์สูตรหมูก้อนทอดของเชฟป้อมมาด้วย ลองคิดดูว่าของ 3 อย่างนี้แทบไม่ได้เพิ่มมูลค่าทางวัตถุเลย แต่เพิ่มมูลค่าทางความรู้สึกมหาศาล

เพราะทั้งเซ็ตถูกออกแบบให้คนซื้อได้เล่นบทเชฟที่บ้าน มีชุดใส่ มีสูตรกำกับ มีจานสำหรับจัดเสิร์ฟ สิ่งที่ขายจริงๆ จึงเป็นประสบการณ์ทำเมนูเชฟให้สำเร็จด้วยมือตัวเอง ซึ่งเป็นความภูมิใจที่คนยินดีถ่ายรูปอวดต่อ และนั่นก็กลายเป็นสื่อรอบใหม่ให้แบรนด์อีก

ยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่ผมชอบเป็นพิเศษ คือชุดผ้ากันเปื้อนและหมวกลายผ้าขาวม้าในเซ็ตเป็นผลงานของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้ามัดหมี่และหมอนขิดบ้านด่านเหนือ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทุกการสั่งซื้อจึงมีส่วนสนับสนุนรายได้และสร้างอาชีพให้ชุมชนไปพร้อมกัน การเลือกทำแบบนี้ทำให้เรื่องการสนับสนุนชุมชนไม่ได้เป็นแคมเปญ CSR ที่แยกออกมาต่างหาก แต่ถูกสอดไว้ในตัวสินค้าที่ขายจริง ซึ่งเนียนกว่าและยั่งยืนกว่า เพราะยิ่งเซ็ตขายดี ชุมชนยิ่งได้งานต่อเนื่อง

4 บทเรียน Recipe Marketing จากภูเขาทอง TASTE IT FORWARD ที่นักการตลาดเอาไปใช้ต่อได้

ภูเขาทอง Taste It Forward แคมเปญส่งต่อสูตรเชฟป้อมสู่ร้านอาหาร 20 แห่ง แจกซอสฟรี 100 ร้านแรก เซ็ตสุดคุ้ม 299 จาก 508 บาท ถอดกลยุทธ์ Recipe Marketing ของแบรนด์ซอส

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นครบทั้ง 3 ชั้นของการส่งต่อแล้ว ตั้งแต่เชฟที่ให้ความน่าเชื่อถือกับสูตร ร้านอาหารที่เปลี่ยนสูตรเป็นเมนูและเป็นสื่อ ไปจนถึงเซ็ต 299 บาทที่พาประสบการณ์ระดับเชฟเข้าไปถึงครัวในบ้าน คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ขายซอส หลักคิดแบบนี้ยังเอาไปใช้ได้ไหม

คำตอบของผมคือได้ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจอาหารด้วยครับ เพราะสิ่งที่แคมเปญนี้ทำจริงๆ คือการเปลี่ยนความรู้ในการใช้สินค้าให้กลายเป็นสื่อ ซึ่งเป็นหลักการที่สินค้าแทบทุกหมวดมีวัตถุดิบอยู่ในมืออยู่แล้ว ผมเลยขอสรุปเป็น 4 บทเรียนตามนี้

1. Recipe as Media สูตรการใช้สินค้าคือโฆษณาที่คนเต็มใจส่งต่อ

เวลาผมเดินซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วผ่านชั้นวางซอส สิ่งที่เห็นคือขวดหลายสิบแบบที่ต่างแย่งกันบอกว่าตัวเองเข้มข้นกว่า กลมกล่อมกว่า แต่แทบไม่มีขวดไหนบอกว่าเอาไปทำอะไรอร่อย ทั้งที่คำถามหลังนี่แหละคือสิ่งที่คนยืนหน้าชั้นคิดอยู่จริงๆ สูตรอาหารจึงเป็นคอนเทนต์ที่แปลกกว่าโฆษณาตรงที่คนตามหา เก็บ และแชร์ต่อด้วยความเต็มใจ เพราะคุณค่าของสูตรอยู่กับคนรับ ไม่ใช่คนส่ง

ลองนึกภาพแบรนด์แป้งทำขนมที่แทนที่จะโฆษณาว่าแป้งละเอียดแค่ไหน เปลี่ยนไปปล่อยสูตรเค้กที่ทำตามแล้วสำเร็จง่ายในครั้งแรกออกมาทุกเดือน คนที่ทำตามสำเร็จจะกลายเป็นทั้งลูกค้าประจำและคนช่วยกระจายสูตรต่อโดยอัตโนมัติ ซึ่งแนวเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วกับเคสการตลาดซอสพริก KFC ที่หยิบพฤติกรรมแม่สายเก็บมาเล่นจนเป็นไวรัลวันแม่ ที่พิสูจน์ว่าแม้แต่ซองซอสเล็กๆ ก็เป็นคอนเทนต์ได้ ถ้าหามุมที่คนอยากเล่าต่อเจอ

2. Borrowed Authority ยืมความน่าเชื่อถือให้ตรงกับสิ่งที่อยากพิสูจน์

บทเรียนข้อนี้ไม่ใช่แค่การใช้คนดัง แต่คือการเลือกคนที่ความเชี่ยวชาญตรงกับข้อสงสัยของลูกค้าพอดี โจทย์ของซอสคือความอร่อย คนที่ตอบเรื่องนี้ได้อย่างมีน้ำหนักในสายตาผู้บริโภคจึงมักเป็นเชฟ ไม่ใช่ดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์ ถ้าโจทย์ของแบรนด์คุณคือความปลอดภัย คนที่ควรยืมคือหมอหรือวิศวกร ถ้าโจทย์คือความคุ้มค่า คนที่ควรยืมอาจเป็นนักรีวิวสายจับผิดที่ขึ้นชื่อเรื่องความตรง

ลองนึกถึงแบรนด์เครื่องมือช่างที่ให้ช่างอาชีพออกแบบเซ็ตอุปกรณ์สำหรับงานซ่อมบ้านพื้นฐาน แล้วขายพร้อมคู่มือขั้นตอนที่ช่างคนนั้นเขียนเอง ความน่าเชื่อถือของช่างจะถ่ายโอนมาที่เซ็ตทันที แบบเดียวกับที่ชื่อเชฟป้อมทำให้คำว่าอร่อยระดับเชฟของภูเขาทองมีน้ำหนักขึ้นมาจริงๆ

3. Channel as Customer มองช่องทางขายให้เป็นลูกค้าและสื่อในเวลาเดียวกัน

การแจกซอส 1 ลังให้ร้าน 100 ร้านแรกดูเผินๆ เหมือนต้นทุนแจกฟรี แต่จริงๆ คือการซื้อพื้นที่สื่อในราคาที่ถูกกว่าการยิงโฆษณาหลายเท่า เพราะได้ทั้งการทดลองใช้ การมองเห็นจากลูกค้าของร้าน และโอกาสที่ร้านจะกลายเป็นลูกค้าประจำระยะยาวในคราวเดียว หลักคิดคืออย่ามองคู่ค้าเป็นแค่จุดวางของ แต่มองว่าใครที่อยู่ระหว่างเรากับผู้บริโภค แล้วเขาจะได้ประโยชน์อะไรจากการช่วยเล่าเรื่องของเรา

ลองนึกภาพแบรนด์กาแฟที่แทนที่จะเปิดหน้าร้านเอง เลือกส่งเมล็ดกาแฟพร้อมสูตรเมนู Signature ให้คาเฟ่เล็กๆ ต่างจังหวัด 50 ร้านใช้ฟรีในเดือนแรก ร้านได้เมนูใหม่ไว้ดึงลูกค้า แบรนด์ได้จุดชิมทั่วประเทศ และถ้าเมนูขายดี ร้านก็ต้องกลับมาซื้อเมล็ดต่อเอง โครงสร้างที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์แบบนี้ทำให้แคมเปญเดินต่อได้เองโดยไม่ต้องอัดงบตลอดเวลา

4. Embedded Purpose สอดเรื่องดีไว้ในตัวสินค้า ไม่ต้องแยกไปตะโกนต่างหาก

ผ้ากันเปื้อนลายผ้าขาวม้าจากชุมชนกาฬสินธุ์คือตัวอย่างของการทำเรื่องความยั่งยืนที่แนบไปกับ Business Model จริง ไม่ใช่งบการกุศลที่แยกออกมาเป็นครั้งคราว ผู้บริโภคไม่ได้ถูกขอให้บริจาค แค่ซื้อของที่อยากได้อยู่แล้ว ส่วนที่เหลือแคมเปญออกแบบไว้ให้เรียบร้อย วิธีนี้เล่าง่าย น่าเชื่อ และไม่ทำให้คนรู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดความดี

แนวทางที่ใกล้กันคือการจับมือกันระหว่างแบรนด์ใหญ่กับผู้ผลิตรายเล็กเพื่อยกระดับทั้งคู่ อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้ในเคส Co-Branding ของแม่ซู่กี๊กับโอวัลตินที่ดันรายได้โตทะลุ 416 ล้านบาท จุดร่วมของทั้งสองเคสคือความร่วมมือที่ต่างฝ่ายต่างเติมสิ่งที่อีกฝ่ายไม่มี ไม่ใช่แค่การเอาโลโก้มาวางคู่กัน

Forward สรุปบทเรียนภูเขาทอง TASTE IT FORWARD ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

จากที่ผมสังเกต แคมเปญนี้น่าจะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อยอดขายเซ็ต 299 บาทเป็นหลักหรอกครับ เพราะเซ็ตขายถึงแค่ 30 กันยายน 2569 แต่สิ่งที่แบรนด์ได้กลับมาคือของที่อยู่ยาวกว่านั้นมาก ทั้งตำแหน่งใหม่ในใจผู้บริโภคจากวัตถุดิบที่ถูกมองข้าม กลายเป็นกุญแจของความอร่อยระดับเชฟ ทั้งเครือข่ายร้านอาหารที่พร้อมเป็นทั้งลูกค้าและกระบอกเสียง และการประกาศชัดว่านี่เป็นแค่เมนูแรก ซึ่งแปลว่าโครงสร้างทั้งหมดนี้ถูกวางไว้ให้ใช้ซ้ำกับเชฟคนถัดไปและสูตรถัดไปได้เรื่อยๆ จนกลายเป็น Platform ของแบรนด์ ไม่ใช่แคมเปญที่จบเป็นครั้งๆ

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างในบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Forward หรือในภาษาไทยคือ การส่งต่อ เพราะสิ่งที่แคมเปญนี้ทำได้ดีไม่ใช่การตะโกนบอกว่าซอสของตัวเองอร่อย แต่คือการออกแบบให้ความอร่อยเดินทางต่อไปได้เอง จากมือเชฟ สู่ครัวร้านอาหาร สู่โต๊ะกินข้าวที่บ้าน โดยมีแบรนด์แนบไปกับทุกจุดของการเดินทางนั้น

คำถามที่ผมอยากฝากให้คุณคิดต่อคือ ความรู้ในการใช้สินค้าของแบรนด์คุณ ที่วันนี้ยังนอนนิ่งอยู่ในคู่มือหรือในหัวของทีม ถ้าถูกเปลี่ยนเป็นสูตรที่ใครสักคนอยากส่งต่อ หน้าตาของสูตรนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าคุณยังไม่เริ่มส่งต่อ ลูกค้าก็จะรู้จักแบรนด์คุณแค่ในฐานะของชิ้นหนึ่งบนชั้นวางต่อไปอย่างน่าเสียดายครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภูเขาทอง TASTE IT FORWARD

ภูเขาทอง TASTE IT FORWARD คือแคมเปญอะไร

คือแคมเปญของบริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) เจ้าของซอสตราภูเขาทอง ที่ส่งต่อสูตรอาหารจากเชฟชื่อดังให้ร้านอาหารทั่วประเทศนำไปต่อยอดเป็นเมนูใหม่ประจำร้าน และให้ผู้บริโภคทำตามได้ที่บ้าน โดยเมนูแรกคือหมูก้อนทอดซอสภูเขาทอง สูตรของเชฟป้อม หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล ซึ่งมีร้านอาหาร 20 แห่งนำไปทำขายจริงแล้ว และแบรนด์เตรียมส่งต่อสูตรจากเชฟคนถัดไปในอนาคต

เซ็ตหมูก้อนทอดซอสภูเขาทอง 299 บาท มีอะไรบ้าง ซื้อได้ถึงเมื่อไร

ในเซ็ตราคา 299 บาท จากมูลค่ารวม 508 บาท ประกอบด้วยซอส 6 ขวด ได้แก่ ซอสปรุงรสฝาเขียว 1 ลิตร ซอสหอยนางรม 660 มล. ซีอิ๊วขาว 1 ลิตร ซอสพริกเผ็ดน้อย 230 กรัม ซอสมะเขือเทศ 220 กรัม ซอสปรุงรสฝาเหลือง 110 กรัม พร้อมชุดผ้ากันเปื้อนและหมวกลายผ้าขาวม้าจากวิสาหกิจชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์ จานขนาด 9 นิ้ว โบรชัวร์สูตรหมูก้อนทอด และถุงสปันบอนด์ สั่งซื้อได้ทาง Shopee, Lazada, TikTok และ Line ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569

ร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญต้องทำอย่างไร ได้อะไรบ้าง

ร้านอาหารสมัครเข้าร่วมได้ผ่านเพจ Facebook ซอสภูเขาทอง by Thaitheparos โดยร้าน 100 ร้านแรกจะได้รับซอสปรุงรสฝาเขียวตราภูเขาทองขนาด 600 มล. จำนวน 1 ลัง พร้อมชุดผ้ากันเปื้อนและหมวกสำหรับใช้ในร้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดรับสมัครถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะครบจำนวน และร้านยังนำสูตรกับเรื่องราวจากเชฟไปใช้สื่อสารเป็นจุดขายของเมนูใหม่ได้ด้วย

Recipe Marketing คืออะไร ต่างจากการรีวิวสินค้าอย่างไร

Recipe Marketing หรือการตลาดด้วยสูตรอาหาร คือการที่แบรนด์เปลี่ยนความรู้ในการใช้สินค้าให้เป็นคอนเทนต์ที่คนอยากเก็บและส่งต่อ เช่น สูตรเมนูที่มีสินค้าของแบรนด์เป็นวัตถุดิบหลัก ความต่างจากการรีวิวคือรีวิวจบที่ความเห็นว่าสินค้าดีหรือไม่ดี แต่สูตรให้ผลลัพธ์ที่ผู้บริโภคทำเองได้จริง ทุกครั้งที่มีคนทำตามสูตรสำเร็จ แบรนด์จะถูกพูดถึงซ้ำโดยไม่ต้องจ่ายค่าสื่อเพิ่ม จึงเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับสินค้าที่ต้องผ่านการลงมือใช้ อย่างเครื่องปรุง วัตถุดิบ หรืออุปกรณ์ต่างๆ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *