การตลาด KFC x นันยาง เปลี่ยน PAIN POINT รองเท้ากินขา ให้กลายเป็นไอเท็มลิมิเต็ด สนุกให้สุดแบบตัวเท่าช้างพร้อมลุยสงกรานต์นี้

ทุกปีในช่วงสงกรานต์ นอกจากภาพของความสนุก การเล่นน้ำ และการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านแล้ว ยังมี “Pain Point เล็ก ๆ” ที่คนไทยจำนวนมากต้องเจอเหมือนกันแทบทุกปีค่ะ นั่นคือปัญหารองเท้าลื่น หรือที่เรียกกันติดปากว่า “รองเท้ากินขา” ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับสร้างความรำคาญและลดทอนประสบการณ์ความสนุกลงไม่น้อยเลยค่ะ และสิ่งที่น่าสนใจคือ Pain Point นี้เอง กลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของ การตลาด KFC ที่เลือกหยิบอินไซต์เล็ก ๆ มาต่อยอด ผ่านการจับมือกับ นันยาง เพื่อพัฒนาไอเดียให้กลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในช่วงเทศกาลได้อย่างน่าสนใจ

แม้ปัญหานี้จะเกิดซ้ำทุกปีแต่กลับไม่ค่อยมีแบรนด์ไหนหยิบมันขึ้นมาแก้หรือสื่อสารอย่างจริงจัง จนกระทั่ง KFC ประเทศไทย มองเห็นโอกาสในอินไซต์เล็ก ๆ นี้ และต่อยอดมันให้กลายเป็นแคมเปญการตลาดที่ไม่ได้หยุดแค่การ “พูดถึงความสนุก” แต่ลงมือ “ออกแบบประสบการณ์” ให้คนไทยได้ใช้งานจริงในช่วงเทศกาล ซึ่งในมุมของเบลล์มองว่านี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่แบรนด์สามารถหยิบ Pain Point เล็ก ๆ มาขยายให้กลายเป็นไอเดียใหญ่ที่ทั้งใช้งานได้จริงและมีพลังทางการตลาดไปพร้อมกันค่ะ

ภายใต้แคมเปญ “สงกรานต์นี้ให้ความสนุกตัวเท่าช้าง” KFC ประเทศไทย เลือกขยับบทบาทของตัวเองจากแบรนด์อาหารไปสู่การสร้าง “ประสบการณ์ใหม่” ผ่านการออกสินค้าเฉพาะกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงสงกรานต์โดยตรงค่ะ ด้วยการคอลแลปกับ นันยาง แบรนด์รองเท้าระดับตำนานของไทย เปิดตัวไอเท็มลิมิเต็ดอย่าง “รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง” ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากรองเท้าแตะช้างดาวที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดี นำมาผสมกับอัตลักษณ์ของ KFC ทั้งในแง่ของสีสันและคาแรกเตอร์ ทำให้สินค้าไม่เพียงมีความ Functional ในการใช้งาน แต่ยังมีความโดดเด่นในเชิงภาพลักษณ์และการจดจำแบรนด์อีกด้วยค่ะ

รองเท้ากินขา

สิ่งที่น่าสนใจคือ KFC ไม่ได้มองรองเท้าคู่นี้เป็นแค่ของลิมิเตดหรือของสะสม แต่ตั้งใจวางมันเป็น “Product Solution” สำหรับเทศกาลที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ให้เหมาะกับสถานการณ์จริงของการเล่นน้ำ ทำให้ตัวสินค้าสามารถเข้าไปอยู่ในโมเมนต์การใช้งานของผู้บริโภคได้จริงไม่ใช่แค่สร้างการรับรู้ในเชิงการสื่อสารเพียงเท่านั้นค่ะ

@kfcthailand

รองเท้าไม่กินขา แถมยังได้กินไก่!🍗🩴 KFC x นันยาง สงกรานต์นี้ไปจัด ‘รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง’ กันด่วน ๆ แค่สั่งบักเก็ต 299.- ขึ้นไปก็แลกซื้อได้ง่าย ๆ แค่ 99.- ห้ามพลาดเลยเฉพาะ 1-18 เม.ย. นี้เท่านั้นนนน❤️‍🔥 #KFC #เคเอฟซี #สงกรานต์ #รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง #KFCxช้างดาว

♬ Up-beat with fast-moving brass and bass(1485766) – Octina

ในด้านความคุ้มค่าแบรนด์ยังผสานความพิเศษนี้เข้ากับเมนูยอดนิยม ผ่านโปรโมชันแลกซื้อร่วมกับชุดบักเก็ตที่ร่วมรายการ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถอิ่มอร่อยไปกับเมนูไก่ทอด พร้อมเป็นเจ้าของไอเท็มลิมิเต็ดในราคาสุดพิเศษ เพิ่มทั้งความสนุกและความคุ้มค่าในมื้อเดียวค่ะ

นอกจากนี้ KFC ยังเติมสีสันให้แคมเปญด้วยคอนเทนต์สุดครีเอทีฟ ผ่านคาแรกเตอร์ “น้องก๊าง” ที่ทั้งน่ารักและเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบวิดีโอแนวตั้งที่ดูเพลินและแชร์ต่อได้ง่ายบนโซเชียลมีเดีย ช่วยให้แคมเปญเข้าถึงคนรุ่นใหม่และกลายเป็นหนึ่งในโมเมนต์ความสนุกที่ถูกพูดถึงในช่วงสงกรานต์นี้ ใครที่กำลังมองหาไอเท็มคู่ใจไว้ลุยน้ำ พร้อมเติมสีสันให้สงกรานต์ปีนี้ สนุกให้สุดแบบตัวเท่าช้างไปกับ KFC ได้แล้ววันนี้ที่ทุกสาขาทั่วประเทศ (ยกเว้นสาขาสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) ตั้งแต่วันนี้ – 22 เมษายน 2569

แต่ถ้ามองให้ลึกมากกว่าแค่ความสนุกของแคมเปญเบลล์มองว่าสิ่งที่ KFC ประเทศไทย ทำไม่ได้เป็นเพียงการออกสินค้าใหม่หรือสร้างไวรัลบนโซเชียลเท่านั้นค่ะ แต่คือการวางกลยุทธ์การตลาดที่หยิบทั้งอินไซต์ วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคมาผสานเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ ซึ่งเบลล์จะพาไปถอดรหัสว่าแบรนด์ใช้กลยุทธ์อะไรบ้างในแคมเปญนี้ค่ะ

1. Localization Strategy เปลี่ยนแบรนด์ระดับโลกให้เข้าถึงชีวิตคนไทย

เบลล์มองว่าแกนสำคัญของแคมเปญนี้คือการทำ Localization Strategy หรือการทำให้ KFC ประเทศไทย กลายเป็นแบรนด์ที่เข้าใจและอินกับบริบทของคนไทยจริง ๆ โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยทั้งความสนุกและประสบการณ์ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีค่ะ

รองเท้ากินขา

ซึ่งแบรนด์ไม่ได้หยุดแค่การหยิบเทศกาลมาเป็นธีมในการสื่อสารเท่านั้น แต่ยังลงลึกไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้สัญลักษณ์อย่าง “ช้าง” ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทย การจับมือกับนันยางซึ่งเป็นแบรนด์ที่อยู่ในความทรงจำของคนไทยมาอย่างยาวนาน หรือแม้แต่การหยิบ pain point ใกล้ตัวอย่างปัญหารองเท้ากินขาในช่วงเล่นน้ำมาต่อยอดเป็นไอเดียหลักของแคมเปญ

สิ่งเหล่านี้ทำให้เบลล์รู้สึกเหมือนเป็นแคมเปญที่ถูก “เกิดมาเพื่อคนไทย” ทั้งในแง่ของวัฒนธรรม พฤติกรรม และอารมณ์ร่วม จึงทำให้ผู้บริโภครู้สึกอินและเชื่อมโยงกับแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าการรับรู้ในเชิงโฆษณาเพียงอย่างเดียวค่ะ

2. Collaboration Strategy พาร์ทเนอร์ที่เติมภาพลักษณ์และเสริมความหมายให้แบรนด์

ในส่วนของการคอลแลปเบลล์มองว่าการเลือก นันยาง ไม่ได้เป็นแค่การสร้างความแปลกใหม่ให้กับแคมเปญเท่านั้นค่ะ แต่เป็นการเลือกพาร์ทเนอร์ที่มี Brand Equity แข็งแรงและฝังอยู่ในความทรงจำของคนไทยมาอย่างยาวนาน นันยางไม่ใช่แค่แบรนด์รองเท้าทั่วไป แต่เป็นแบรนด์ที่หลายคนคุ้นเคยตั้งแต่วัยเรียน ภาพจำของรองเท้าผ้าใบหรือรองเท้าแตะที่ “ทน ใส่ลุยได้ และใช้งานจริง”

ภาพลักษณ์เหล่านี้เข้ามาช่วยเติมเต็มให้สินค้าของ KFC ดูมีน้ำหนักมากขึ้น เพราะเมื่อผู้บริโภคเห็นชื่อของนันยาง ก็จะเชื่อมโยงไปถึงความทนและความเหมาะกับการใช้งานในสถานการณ์สมบุกสมบันอย่างสงกรานต์ได้ทันที ขณะเดียวกัน KFC ประเทศไทย ก็เติมความสนุก ความครีเอทีฟ และความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เข้าไปเพิ่มด้วย ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่าง “ฟังก์ชัน” และ “อารมณ์” ได้อย่างลงตัวนั่นเองค่ะ

รองเท้ากินขา
รูปภาพจาก: KFC

ในมุมของเบลล์สิ่งที่น่าสนใจของการคอลแลปครั้งนี้ไม่ได้แค่สร้างความว้าวในเชิงไอเดีย แต่ยังช่วยลดความลังเลของผู้บริโภคได้จริงอีกด้วยค่ะ สินค้านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงของกิมมิกหรือของสะสม แต่เป็นไอเท็มที่ “ใส่ได้ ใช้ได้ และน่าเชื่อถือ” ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้แคมเปญนี้ขยับความครีเอทีฟไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์ค่ะ

3. Cultural Moment Marketing เลือกจังหวะวัฒนธรรมที่ใช่ เพื่อเชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภค

อีกหนึ่งจุดที่เบลล์มองว่า KFC ทำได้ดี คือการเลือกใช้สงกรานต์เป็นโมเมนต์หลักของแคมเปญค่ะ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ผู้คนออกไปใช้ชีวิต ใช้เงิน และเปิดรับความสนุกมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับเพื่อนหรือกับครอบครัวในวันหยุด

รูปภาพจาก: KFC

แต่สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้น่าสนใจมากขึ้นคือการที่สินค้าอย่างรองเท้าแตะไม่ได้ถูกวางแบบลอย ๆ ให้แค่เข้ากับธีมเท่านั้น แต่ถูกคิดมาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนในช่วงสงกรานต์จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นน้ำ การอยู่ข้างนอกทั้งวัน หรือการเจอสภาพพื้นลื่น ๆ ทำให้มันกลายเป็นไอเท็มที่ใช้ได้จริงในช่วงเวลานั้น

ต่างจากหลายแบรนด์ที่อาจจะสื่อสารแค่บรรยากาศของเทศกาล แต่ KFC เลือกเข้าไปอยู่ใน “กิจกรรมจริง” ของสงกรานต์ ซึ่งในมุมของเบลล์จุดนี้เองที่ทำให้แบรนด์ไม่ได้แค่ถูกมองเห็น แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ของผู้บริโภค และเข้าไปอยู่ในชีวิตของเขาได้ลึกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

4.Bundle & Upsell Strategy เปลี่ยนความอยากได้ให้กลายเป็นยอดขาย

KFC ใช้โมเดล “แลกซื้อ” ร่วมกับชุดบักเก็ต แทนการขายรองเท้าแยกซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าต่อบิลได้โดยตรงค่ะ และยังสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเร็วขึ้นจากความรู้สึกของความคุ้มค่าและความ Limited ที่ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่ชอบโปรโมชันและดีลพิเศษ ทำให้รองเท้ากลายเป็นทั้งแรงจูงใจและตัวกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นในเวลาเดียวกันค่ะ

รองเท้ากินขา

แบรนด์ยังออกแบบชุดเมนูให้สอดรับกับเทศกาล โดยจัดเต็มเมนูพิเศษสำหรับสงกรานต์ที่ “ครบจบในชุดเดียว” เริ่มต้นเพียง 159 บาท ไม่ว่าจะเป็นชุด เดอะบอกซ์ จอย จอย ที่รวมทั้งไก่ทอด ไก่วิงซ์แซ่บ ไก่ไม่มีกระดูก เฟรนช์ฟรายส์ และเครื่องดื่มรีฟิล เหมาะกับการกินคนเดียวแบบจอย ๆ หรือจะขยับมาเป็นชุดใหญ่ขึ้นอย่าง สงกรานต์ บักเก็ต และ เฮลิเดย์ บักเก็ต ที่จัดเต็มทั้งไก่ทอด วิงซ์ นักเก็ตส์ ชิคเก้นป๊อป รวมถึงเมนูเสริมอย่างข้าวคลุกผู้พันและทาร์ตไข่ ซึ่งตอบโจทย์การกินเป็นกลุ่มในช่วงเทศกาลได้อย่างลงตัว

เมื่อสั่งชุดที่ร่วมรายการผู้บริโภคยังสามารถแลกซื้อ “รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง” ได้ในราคาพิเศษเพียง 99 บาท (หรือ 129 บาทผ่านช่องทางเดลิเวอรี) และสามารถแลกซื้อได้สูงสุด 3 คู่ต่อ 1 ชุดบักเก็ตที่ร่วมรายการ ทำให้มื้ออาหารครั้งนี้ไม่ได้จบแค่ความอิ่ม แต่ยังได้ไอเท็มลิมิเต็ดติดมือกลับไปด้วย เหมือนเป็นอีกหนึ่งสีสันเล็ก ๆ ที่เติมความสนุกให้กับช่วงสงกรานต์ได้มากขึ้นนั่นเองค่ะ

5.Social-first Content Strategy ออกแบบคอนเทนต์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้

สุดท้ายในด้านคอนเทนต์ เบลล์มองว่า KFC เข้าใจแพลตฟอร์มและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้เป็นอย่างดีค่ะ โดยเฉพาะการสร้างคาแรกเตอร์ “น้องก๊าง” ที่เป็นลูกผสมระหว่างไก่และช้าง ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งความน่ารักและความแปลกใหม่ ทำให้คนดูรู้สึกเอ็นดูและจดจำได้ง่าย

@kfcthailand

ก๊าง ก๊าง ก๊าง คุณเคยเห็นก๊างหรือเปล่า? ครั้งแรก! ที่ไก่กับช้างมารวมกันเกิดเป็น “น้องก๊าง” รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้างสุดลิมิเต็ดจาก KFC x Nanyang แค่ซื้อบักเก็ต 299 บาทขึ้นไป ก็รับสิทธิ์ซื้อรองเท้าแตะผู้พันขี่ช้างไปใส่ในสงกรานต์นี้ให้ความสนุกตัวเท่าช้าง! ถึง 18 เมษายนเท่านั้น! สงกรานต์นี้ให้ความสนุกตัวเท่าช้าง รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง KFCxNanyangKFC เคเอฟซี KFCThailand

♬ original sound – KFCThailand – KFCThailand

และการเลือกเล่าเรื่องผ่านวิดีโอแนวตั้งก็สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่มักเสพคอนเทนต์แบบสั้น ๆ เลื่อนดูเร็วและตัดสินใจภายในไม่กี่วินาทีแรก คอนเทนต์ที่ดูง่าย เข้าใจเร็ว และให้ความรู้สึกสนุกทันทีจึงมีโอกาสหยุดสายตาคนดูได้มากกว่าโดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ Reels ที่ออกแบบมาเพื่อคอนเทนต์ลักษณะนี้โดยตรง

ในมุมของเบลล์จุดนี้ทำให้แคมเปญสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ดีขึ้น โดยเล่าใน “รูปแบบที่คนอยากดู” และพร้อมแชร์ต่อ ส่งผลให้คอนเทนต์มีโอกาสถูกพูดถึงในวงกว้างและขยายการรับรู้ของแคมเปญออกไปได้ไกลมากกว่าการสื่อสารแบบเดิม ๆ ค่ะ

สรุป การตลาด KFC x นันยาง เปลี่ยน PAIN POINT รองเท้ากินขา ให้กลายเป็นไอเท็มลิมิเต็ด สนุกให้สุดแบบตัวเท่าช้างพร้อมลุยสงกรานต์นี้

จากแคมเปญนี้ เบลล์มองว่า KFC ประเทศไทย ทำได้น่าสนใจมากค่ะ เหตุผลไม่ใช่แค่เพราะความครีเอทีฟหรือไอเดียที่ดูแปลกใหม่เท่านั้นนะคะ แต่เป็นเพราะการหยิบ “เรื่องเล็ก ๆ ที่คนเจอจริง” มาต่อยอดให้กลายเป็นสิ่งที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันซึ่งทำให้แคมเปญนี้กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสามารถสัมผัสและมีส่วนร่วมได้จริง

สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้แตกต่าง คือไม่ได้หยุดแค่การสื่อสารให้สนุกหรือสร้างกระแสบนโซเชียล แต่ขยับไปอีกขั้นด้วยการออกแบบ “ประสบการณ์” ที่คนสามารถมีส่วนร่วมได้จริง ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าแตะที่ตอบโจทย์การใช้งานช่วงสงกรานต์ การเลือกพาร์ทเนอร์ที่คนเชื่อถือ หรือการเล่าเรื่องผ่านคอนเทนต์ที่เข้ากับพฤติกรรมของคนยุคนี้

และอาจทำให้เราต้องกลับมาคิดต่อว่าในวันที่ผู้บริโภคเห็นโฆษณามากมายทุกวัน แบรนด์จะทำอย่างไรให้ตัวเอง “ไม่ใช่แค่ถูกเห็น” แต่เป็นสิ่งที่คนอยากหยิบมาใช้ในชีวิตจริงได้บ้าง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *