Hatari X Sansiri เปิดแคมเปญบ้านนี้มีแฟนใหม่ ชวนลูกบ้าน 600 โครงการรีไซเคิลพัดลมเก่า เป้า 1,000 เครื่องปี 2569 ลดคาร์บอน 5,000 กก. ถอดกลยุทธ์ Community Marketing

ถอดรหัสการตลาด Hatari X Sansiri แคมเปญบ้านนี้มีแฟนใหม่ เมื่อลูกบ้านกลายเป็นช่องทางที่พาแบรนด์ไปถึงหน้าประตูบ้าน

จากข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 กรมควบคุมมลพิษ ที่ระบุว่าคนไทย 1 คนสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์เฉลี่ยถึง 7.4 กิโลกรัมต่อปี และทั้งประเทศมีขยะกลุ่มนี้รวมกันมากกว่า 400,000 ตันต่อปี ทำให้ผมหยุดคิดว่าในบ้านแต่ละหลังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่หมดหน้าที่แล้วนอนรอวันถูกทิ้งอยู่กี่ชิ้น และหนึ่งในนั้นที่แทบทุกบ้านมีเหมือนกันก็คือพัดลมเก่าครับ

สิ่งที่ผมเห็นแล้วรู้สึกว่าต้องหยิบมาเล่าต่อ คือความร่วมมือ Hatari X Sansiri ในแคมเปญ “บ้านนี้มีแฟนใหม่” ที่บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด จับมือกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ชวนลูกบ้านแสนสิริส่งต่อพัดลมเก่าที่ไม่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลอย่างถูกวิธี พร้อมกิจกรรมให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy ในชุมชนที่อยู่อาศัย

ฟังดูเหมือนแคมเปญรักษ์โลกที่เราเห็นกันอยู่ทุกเดือนใช่มั้ยครับ แต่พอนั่งไล่ดูโครงสร้างของแคมเปญนี้ดีๆ ผมกลับเห็นว่าเบื้องหลังคำว่ารีไซเคิล นี่คือเคสการเลือกช่องทางการตลาด Channel ที่คมมาก เพราะแทนที่แบรนด์จะรอให้คนแบกพัดลมเก่ามาหา แบรนด์เลือกเดินไปหาพัดลมเก่าถึงหน้าประตูบ้าน ผ่านพาร์ทเนอร์ที่ถือกุญแจเข้าถึงบ้านหลายหมื่นหลังอยู่ในมือ

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า ทำไมแบรนด์พัดลมถึงเลือกจับมือกับแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ ลูกบ้านกลายเป็นช่องทางการตลาดได้อย่างไร และเราจะเอาวิธีคิดแบบนี้ไปใช้กับแบรนด์ของตัวเองได้แบบไหนบ้างครับ

The Partnership Logic ทำไมแบรนด์พัดลมอายุ 35 ปีต้องจับมือกับแบรนด์อสังหาฯ

Hatari X Sansiri เปิดแคมเปญบ้านนี้มีแฟนใหม่ ชวนลูกบ้าน 600 โครงการรีไซเคิลพัดลมเก่า เป้า 1,000 เครื่องปี 2569 ลดคาร์บอน 5,000 กก. ถอดกลยุทธ์ Community Marketing

Hatari X Sansiri คือความร่วมมือระหว่างฮาตาริ ผู้ผลิตพัดลมรายใหญ่ของไทย กับแสนสิริ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ในแคมเปญ “บ้านนี้มีแฟนใหม่” ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าฮาบิโตะ มอลล์ พร้อมนิทรรศการต่อเนื่องถึงวันที่ 12 กันยายน ก่อนขยายกิจกรรมไปยังโครงการต่างๆ ของแสนสิริจนถึงสิ้นปี 2569 โดยมีเป้าหมายชวนลูกบ้านส่งต่อพัดลมเก่าเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ควบคู่กับการสร้างการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนที่อยู่อาศัย

จุดตั้งต้นของเรื่องนี้คือแพลตฟอร์ม Fan It Forward ที่ฮาตาริทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 เพื่อชวนคนไทยจัดการพัดลมเก่าอย่างเหมาะสมแทนการทิ้งรวมกับขยะทั่วไป ข้อมูลจากฮาตาริระบุว่านับตั้งแต่เปิดตัวโครงการ มีพัดลมเก่าถูกส่งเข้ามาแล้ว 628 เครื่อง คิดเป็นน้ำหนักวัสดุประมาณ 6.3 ตันที่ได้รับการจัดการแทนการฝังกลบ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 14.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

ตัวเลขนี้ดูดีในเชิงสัญลักษณ์ แต่ถ้ามองในเชิงกลไกจะเห็นข้อจำกัดชัดเจนครับ เพราะการตั้งจุดรับพัดลมเก่าในพื้นที่สาธารณะ ต้องรอให้คนตัดสินใจแบกพัดลมออกจากบ้านมาส่งเอง ซึ่งพฤติกรรมแบบนั้นเกิดขึ้นได้กับคนกลุ่มเล็กที่ตั้งใจจริงเท่านั้น ในขณะที่พัดลมเก่าส่วนใหญ่ของประเทศยังนอนอยู่ในบ้านของคนที่ไม่ได้อยากทิ้งให้ผิดวิธี แค่ไม่มีจังหวะและช่องทางที่ง่ายพอ

คำตอบของโจทย์นี้เลยไม่ใช่การเพิ่มจุดรับให้มากขึ้น แต่คือการย้ายแคมเปญไปอยู่ในที่ที่พัดลมเก่าอาศัยอยู่ นั่นคือบ้านของผู้คน และนี่คือเหตุผลที่แบรนด์ซึ่งคุณวิทยา พานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด บอกว่าเติบโตเคียงข้างคนไทยมาตลอด 35 ปี เลือกจับมือกับเจ้าของชุมชนที่อยู่อาศัยอย่างแสนสิริ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่การตลาดวันละตอนเคยถอดวิธีสร้าง Ecosystem รอบตัวลูกบ้านไว้ในเคส Sansiri x SHARGE กับการดูแล Customer Journey ของลูกบ้าน EV มาแล้วครั้งหนึ่ง

Community as Channel เมื่อลูกบ้านไม่ใช่แค่กลุ่มเป้าหมาย แต่คือช่องทางการตลาด

หัวใจของแคมเปญนี้ในสายตาผม ไม่ใช่การที่สองแบรนด์ใหญ่มาถ่ายรูปร่วมกัน แต่คือการที่ฮาตาริมองเห็นว่าแสนสิริไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ แต่เป็นเจ้าของโครงสร้างการเข้าถึงผู้อยู่อาศัยที่สมบูรณ์ที่สุดชุดหนึ่งในไทยครับ

ลองนับดูว่าแสนสิริมีอะไรอยู่ในมือบ้าง ข้อมูลจากแสนสิริที่เผยแพร่ตอนเปิดตัวแอปพลิเคชัน KUHU เมื่อต้นปี 2569 ระบุว่าแพลตฟอร์มสำหรับลูกบ้านตัวนี้มีผู้ใช้งานจริงมากกว่า 150,000 ราย ครอบคลุมมากกว่า 600 โครงการ นั่นแปลว่าแสนสิริมีทั้งพื้นที่กายภาพอย่างส่วนกลางของโครงการและทีมนิติบุคคลที่เจอลูกบ้านทุกวัน และมีช่องทางดิจิทัลที่ส่งข้อความถึงมือถือของคนอยู่อาศัยได้โดยตรง ซึ่งทั้งหมดนี้คือ Touchpoint ที่แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มีทางสร้างเองได้ในเวลาอันสั้น

พอมองผ่านเลนส์นี้ องค์ประกอบของแคมเปญจะเริ่มเรียงตัวเป็นภาพเดียวกัน งานเปิดตัวจัดที่ฮาบิโตะ มอลล์ ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่แสนสิริสร้างขึ้นเองในโครงการ T77 ย่านสุขุมวิท 77 กิจกรรมหลังจากนั้นเดินสายไปตามโครงการของแสนสิริเอง และสิทธิพิเศษอย่างการซื้อสินค้าฮาตาริราคาพิเศษกับ Move-in Package ก็ส่งตรงถึงลูกบ้านผ่านแอปพลิเคชัน KUHU อีกที เรียกว่าตั้งแต่ต้นจนจบ แคมเปญนี้วิ่งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของพาร์ทเนอร์ทั้งหมด โดยฮาตาริแทบไม่ต้องสร้างช่องทางใหม่ขึ้นมาเองเลย

วิธีคิดแบบนี้ตรงกับหลักที่ Byron Sharp เขียนไว้ในหนังสือ How Brands Grow ว่าแบรนด์เติบโตจากการเพิ่ม Physical Availability หรือความง่ายในการเข้าถึงและหาซื้อ ไม่แพ้การสร้างความจดจำในหัวลูกค้า เพียงแต่เคสนี้สิ่งที่ถูกทำให้เข้าถึงง่ายไม่ใช่แค่สินค้าใหม่ แต่รวมถึงการทิ้งสินค้าเก่าอย่างถูกวิธีด้วย ซึ่งเป็นภารกิจที่ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยอยากทำอยู่แล้ว แค่ไม่เคยมีใครทำให้ง่ายพอ

อีกจุดที่ผมว่าน่าสังเกตคือแสนสิริเองก็ไม่ได้เพิ่งเปิดพื้นที่ลูกบ้านให้พาร์ทเนอร์เป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ก็มีความร่วมมือด้านความยั่งยืนที่การตลาดวันละตอนเคยเขียนถึงในเคส Collaboration Marketing ของจระเข้ x แสนสิริ มาแล้ว รูปแบบที่เกิดซ้ำแบบนี้บอกเราว่าการเปิดชุมชนลูกบ้านให้แบรนด์ที่ใช่เข้ามาสร้างคุณค่าร่วมกัน กำลังกลายเป็นกลยุทธ์ประจำของแสนสิริ ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวจบ

Closed-Loop Design ออกแบบวงจรให้ครบตั้งแต่พัดลมเก่า ความรู้ ไปจนถึงพัดลมใหม่

Hatari X Sansiri เปิดแคมเปญบ้านนี้มีแฟนใหม่ ชวนลูกบ้าน 600 โครงการรีไซเคิลพัดลมเก่า เป้า 1,000 เครื่องปี 2569 ลดคาร์บอน 5,000 กก. ถอดกลยุทธ์ Community Marketing

ถ้าดูเผินๆ แคมเปญนี้คือการตั้งจุดรับพัดลมเก่าในชุมชน แต่ถ้าแกะกลไกข้างในจะพบว่าทีมออกแบบวางวงจรไว้ครบทั้งขาเข้า ขากลาง และขาออกครับ

ขาเข้าคือจุดรับพัดลมเก่าที่ยกไปตั้งถึงในชุมชน ตัดอุปสรรคเรื่องการขนย้ายที่เป็นกำแพงใหญ่ของการรีไซเคิลออกไป ขากลางคือการเปลี่ยนการรีไซเคิลจากเรื่องน่าเบื่อให้กลายเป็นประสบการณ์ ผ่านโซนให้ความรู้ Recycle Journey เวิร์กช็อป DIY พวงกุญแจจากพลาสติกรีไซเคิล Old Fan to New Charms และเกม Tangram Challenge จากตัวต่อพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งทำให้ทั้งครอบครัวมีเหตุผลที่จะเดินเข้ามาในงาน ไม่ใช่แค่คนที่ตั้งใจมาทิ้งพัดลม

ส่วนขาออกคือจุดที่ผมชอบที่สุด เพราะข้อมูลจากฮาตาริระบุว่าทุกการส่งมอบพัดลมเก่า 10 เครื่องที่มาพร้อมการซื้อพัดลมใหม่ภายใต้แคมเปญ ฮาตาริจะบริจาคพัดลมใหม่ 1 เครื่องให้พนักงานในไซต์ก่อสร้างของแสนสิริ กลไก 10 ต่อ 1 แบบนี้ทำให้การมีส่วนร่วมของลูกบ้านแต่ละคนถูกแปลงเป็นผลลัพธ์ที่มองเห็นผู้รับชัดเจน และผู้รับที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือคนที่กำลังสร้างบ้านในแบรนด์เดียวกับที่ตัวเองอาศัยอยู่ เรื่องเล่ามันวนกลับมาบรรจบที่คำว่าบ้านพอดี

และอย่าลืมว่าทั้งหมดนี้ผูกอยู่กับแคมเปญเชิงพาณิชย์เต็มตัว ทั้งราคาพิเศษสำหรับลูกบ้านแสนสิริและ Move-in Package ผ่านแอปพลิเคชัน KUHU เพราะฉะนั้นเป้าหมายที่คุณชัญญา พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานขายและการตลาด บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด ประกาศไว้ว่าจะรวบรวมพัดลมเก่าให้ได้ 1,000 เครื่องจากการเดินสายกิจกรรมตลอดปี 2569

ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดขยะฝังกลบได้ราว 3 ถึง 5 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 5,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ จึงไม่ใช่แค่เป้า CSR ลอยๆ แต่เป็นเป้าที่มีเครื่องยนต์ทางธุรกิจคอยหมุนอยู่ข้างหลัง นี่คือความต่างสำคัญระหว่างแคมเปญเพื่อสิ่งแวดล้อมที่จบเมื่องบหมด กับเศรษฐกิจหมุนเวียนที่หมุนต่อได้เพราะทุกฝ่ายได้ประโยชน์จริง

3 บทเรียน Community Marketing จากแคมเปญบ้านนี้มีแฟนใหม่

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งเหตุผลที่ฮาตาริต้องขยับจากจุดรับในพื้นที่สาธารณะมาสู่ชุมชนที่อยู่อาศัย เห็นโครงสร้างการเข้าถึงลูกบ้านของแสนสิริที่ทำหน้าที่เป็นช่องทางของแคมเปญ และเห็นวงจรที่ออกแบบให้การรีไซเคิลเชื่อมกับยอดขายและการให้ในจังหวะเดียวกัน

คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ใหญ่เท่าฮาตาริ และไม่ได้มีพาร์ทเนอร์ระดับแสนสิริ เราจะถอดวิธีคิดจากเคสนี้ไปใช้ได้อย่างไร ผมสรุปออกมาเป็น 3 บทเรียนแบบนี้ครับ

1. Audience Overlap เลือกพาร์ทเนอร์จากความซ้อนทับของลูกค้า ไม่ใช่ขนาดของฐานแฟน

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการหาพาร์ทเนอร์ที่ดังกว่าใคร แต่เกิดจากการหาพาร์ทเนอร์ที่ลูกค้าซ้อนทับกับโจทย์ของแบรนด์แบบพอดีตัว เพราะคนที่มีบ้านคือคนที่มีพัดลมเก่า และคนที่เพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่คือคนที่กำลังจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่พอดี การเลือกพาร์ทเนอร์จากมุมนี้ทำให้แคมเปญเดียวตอบได้ทั้งโจทย์รีไซเคิลและโจทย์ยอดขายโดยไม่ต้องฝืน

ลองนึกภาพแบรนด์เครื่องกรองน้ำที่กำลังเลือกระหว่างการทุ่มงบให้เพจดังที่มีผู้ติดตามหลักล้าน กับการจับมือกับธุรกิจตู้กดน้ำในหอพักที่เข้าถึงคนเช่าหลักหมื่นแต่เป็นหมื่นที่ต้องดื่มน้ำทุกวัน ถ้าวัดกันที่ยอด Reach เพจดังชนะขาด แต่ถ้าวัดที่โอกาสเปลี่ยนเป็นลูกค้า คำตอบอาจกลับด้านเลยก็เป็นได้ครับ

2. Infrastructure Piggybacking ยืมโครงสร้างที่พาร์ทเนอร์สร้างไว้แล้วให้กลายเป็นช่องทางของเรา

สิ่งที่ฮาตาริได้จากแสนสิริไม่ใช่แค่โลโก้บนโปสเตอร์ แต่คือการได้ใช้ส่วนกลางของโครงการ ทีมนิติบุคคล คอมมูนิตี้มอลล์ และแอปพลิเคชันลูกบ้าน เป็นช่องทางกระจายแคมเปญที่พาร์ทเนอร์ลงทุนสร้างมาหลายปีโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ วิธีนี้เร็วกว่าและถูกกว่าการสร้างช่องทางเองมหาศาล แถมยังมาพร้อมความไว้ใจที่ลูกบ้านมีต่อผู้ดูแลโครงการอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ลองนึกถึงแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงที่อยากเจาะกลุ่มคนคอนโด แทนที่จะยิงโฆษณาหว่านทั้งเมือง ถ้าเข้าไปอยู่ในแอปหรือบอร์ดประชาสัมพันธ์ของโครงการที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ พร้อมจัดกิจกรรมตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงฟรีที่ส่วนกลาง โอกาสเจอลูกค้าตัวจริงจะสูงกว่ากันหลายเท่า เพราะโครงสร้างของพาร์ทเนอร์ช่วยคัดกรองกลุ่มเป้าหมายให้เราตั้งแต่แรกแล้ว

3. Shared Value Loop ออกแบบให้ทุกฝ่ายในวงจรได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่สองแบรนด์ที่จับมือกัน

จุดที่ทำให้แคมเปญนี้น่าจะไปได้ไกลกว่าความร่วมมือทั่วไป คือผลประโยชน์ถูกกระจายครบทุกฝั่ง ฮาตาริได้ทั้งภาพความยั่งยืนและโอกาสขายพัดลมใหม่ แสนสิริได้กิจกรรมชุมชนที่ตอกย้ำจุดยืนเรื่องการอยู่อาศัยอย่างรับผิดชอบ ลูกบ้านได้ช่องทางกำจัดพัดลมเก่าแบบสบายใจพร้อมส่วนลด และพนักงานไซต์ก่อสร้างได้พัดลมใหม่ไปใช้จริง เมื่อทุกคนในวงจรได้ของกลับบ้าน แคมเปญก็ไม่ต้องพึ่งแรงเข็นจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตลอดเวลา

ลองนึกภาพร้านกาแฟเล็กๆ ที่จับมือกับฟาร์มผักในจังหวัดเดียวกัน รับกากกาแฟไปทำปุ๋ย แล้วรับผักกลับมาทำเมนูพิเศษที่เล่าเรื่องได้ ลูกค้าได้เมนูใหม่ ฟาร์มได้วัตถุดิบปรับปรุงดิน ร้านได้เรื่องราวที่แข่งกับเชนใหญ่ได้ วงจรแบบนี้เกิดขึ้นได้ทุกขนาดธุรกิจ ขอแค่ตั้งคำถามให้ครบว่าแต่ละฝ่ายจะเดินออกจากแคมเปญนี้พร้อมอะไรในมือ

Access สรุปบทเรียน Hatari X Sansiri ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

Hatari X Sansiri เปิดแคมเปญบ้านนี้มีแฟนใหม่ ชวนลูกบ้าน 600 โครงการรีไซเคิลพัดลมเก่า เป้า 1,000 เครื่องปี 2569 ลดคาร์บอน 5,000 กก. ถอดกลยุทธ์ Community Marketing

สิ่งที่แคมเปญบ้านนี้มีแฟนใหม่สะท้อนออกมาชัดที่สุดสำหรับผม คือโจทย์ของแบรนด์ยุคนี้กำลังย้ายจากการทำให้คนรู้จัก ไปสู่การหาทางเข้าไปอยู่ในจังหวะชีวิตจริงของผู้คนครับ ฮาตาริเป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักทั้งประเทศอยู่แล้ว ปัญหาของฮาตาริไม่ใช่ Awareness แต่คือการที่พัดลมเก่าจำนวนมหาศาลนอนอยู่ในบ้านที่แบรนด์เข้าไม่ถึง การจับมือกับแสนสิริจึงเป็นการซื้อทางเข้าไปสู่จังหวะชีวิตเหล่านั้น ในราคาที่ถูกกว่าการสร้างช่องทางเองหลายเท่า

ก่อนปิดบทความ ผมขอสารภาพหน่อยว่าเมื่อก่อนเวลาเห็นแบรนด์สองเจ้าจับมือกันทำแคมเปญเพื่อสิ่งแวดล้อม ผมมักอ่านผ่านๆ เพราะเหมารวมไปเองว่าคงเป็นแค่ภาพผู้บริหารยืนเรียงแถวถ่ายรูปร่วมกัน จนได้มานั่งแกะโครงสร้างของแคมเปญแบบนี้จริงจัง ถึงเพิ่งเห็นว่าความร่วมมือที่ออกแบบดี ตัวชี้วัดไม่ได้อยู่ที่ภาพวันแถลงเปิดตัว แต่อยู่ที่ว่าหลังจากนั้นลูกค้าของทั้งสองฝั่งเข้าถึงกันง่ายขึ้นแค่ไหน

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Access หรือในภาษาไทยคือ การเข้าถึง เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ฮาตาริได้จากแสนสิริไม่ใช่ยอดขายในวันงาน แต่คือทางเข้าไปสู่บ้านหลายหมื่นหลังที่ไม่มีสื่อไหนพาไปถึงได้ และสิ่งที่ลูกบ้านได้กลับมาก็คือการเข้าถึงวิธีจัดการของเก่าในบ้านอย่างถูกต้อง ที่เคยยากจนไม่มีใครเริ่มสักที

ดังนั้นคำถามที่อยากฝากไว้คือ วันนี้ลูกค้าของคุณอาศัยอยู่ในชุมชนของใคร และแบรนด์ของคุณได้เริ่มขอทางเข้าไปสร้างคุณค่าในชุมชนนั้นแล้วหรือยัง เพราะถ้ายังปล่อยให้ช่องทางเดิมทำงานไปเรื่อยๆ โอกาสแบบนี้อาจถูกแบรนด์อื่นคว้าไปต่อหน้าอย่างน่าเสียดายครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแคมเปญ Hatari X Sansiri บ้านนี้มีแฟนใหม่

แคมเปญบ้านนี้มีแฟนใหม่ คืออะไร

บ้านนี้มีแฟนใหม่ คือแคมเปญความร่วมมือระหว่างฮาตาริกับแสนสิริ ที่ชวนลูกบ้านแสนสิริส่งต่อพัดลมเก่าที่ไม่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลอย่างถูกวิธี พร้อมกิจกรรมให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน เปิดตัวเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ฮาบิโตะ มอลล์ และมีกิจกรรมต่อเนื่องในโครงการของแสนสิริจนถึงสิ้นปี 2569

บ้านนี้มีแฟนใหม่ ต่างจาก Fan It Forward อย่างไร

Fan It Forward คือแพลตฟอร์มจัดการพัดลมเก่าที่ฮาตาริเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2568 โดยเน้นจุดรับในพื้นที่สาธารณะ ส่วนบ้านนี้มีแฟนใหม่คือการต่อยอดแพลตฟอร์มเดียวกันเข้าสู่ชุมชนที่อยู่อาศัยของแสนสิริโดยเฉพาะ เพื่อให้การส่งต่อพัดลมเก่าเข้าถึงง่ายขึ้นถึงระดับหน้าบ้านของลูกบ้าน

ลูกบ้านแสนสิริได้อะไรจากแคมเปญนี้

นอกจากช่องทางกำจัดพัดลมเก่าอย่างถูกวิธีแล้ว ลูกบ้านยังได้ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปรีไซเคิล ได้สิทธิ์ซื้อสินค้าฮาตาริราคาพิเศษ รวมถึง Move-in Package ผ่านแอปพลิเคชัน KUHU และทุกการส่งมอบพัดลมเก่า 10 เครื่องพร้อมการซื้อพัดลมใหม่ ฮาตาริจะบริจาคพัดลมใหม่ 1 เครื่องให้พนักงานในไซต์ก่อสร้างของแสนสิริ

ทำไมแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าถึงควรสนใจ Community Marketing แบบนี้

เพราะชุมชนที่อยู่อาศัยคือช่องทางที่รวมกลุ่มเป้าหมายตัวจริงไว้หนาแน่นเป็นพิเศษ พร้อมโครงสร้างการสื่อสารที่มีความไว้ใจเป็นทุนเดิม การเข้าถึงลูกค้าผ่านชุมชนจึงแม่นยำกว่าและสร้างการมีส่วนร่วมได้ลึกกว่าการยิงโฆษณาแบบหว่าน โดยเฉพาะกับสินค้าที่ผูกกับการใช้ชีวิตในบ้านโดยตรง

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *