Grab Golden Week ยอดเรียกรถนักท่องเที่ยวจีนปี 2569 โตกว่า 75% ขณะที่ตลาดรวมลดลง 3.65% ทรงวาดโต 10 เท่า ถอดวิธีวัดผล Share of Wallet และ 4 บทเรียนนักการตลาด

ถอดรหัสการตลาด Grab Golden Week จากยอดเรียกรถของนักท่องเที่ยวจีนที่โตกว่า 75% ตั้งแต่ต้นปี ทั้งที่ตลาดรวมยังติดลบ และนักการตลาดควรวัดอะไรมากกว่าจำนวนหัว

22.67 ล้านคน คือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยระหว่าง 1 มกราคม ถึง 26 กันยายน 2569 ตามสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งลดลง 3.65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในตลาดที่หดตัวลงนี้ ข้อมูลจากแกร็บ ประเทศไทย (Grab Thailand) กลับบอกว่ายอดเรียกรถของนักท่องเที่ยวชาวจีนช่วง 1 มกราคม ถึง 15 กันยายน 2569 โตขึ้นกว่า 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนครับ

ฟังดูเหมือนเป็นแค่ตัวเลขที่บอกว่านักท่องเที่ยวจีนกลับมาแล้วใช่มั้ยครับ แต่ถ้าดูให้ละเอียดจะเห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเองโตไม่ถึง 20% ขณะที่ยอดเรียกรถโตเร็วกว่านั้นหลายเท่า ช่องว่างตรงกลางนี้คือสิ่งที่ผมว่านักการตลาดที่ทำตลาดนักท่องเที่ยวควรสนใจมากกว่าตัวเลขรวมครับ

ช่วงนี้ยังเป็นจังหวะที่ตัวเลขชุดนี้สำคัญที่สุดของปีด้วย ปีที่แล้วช่วง Golden Week หรือวันชาติจีน 1-7 ตุลาคม Grab มียอดใช้บริการเรียกรถสูงกว่าช่วงปกติราว 90% และปีนี้ Grab ก็จับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำแคมเปญ Grab Grand Golden Week ที่ไปในทิศทางเดียวกับโครงการ Nihao Month 2026 ของ ททท.

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า ทำไมยอดเรียกรถของคนจีนบน Grab ถึงโตเร็วกว่าจำนวนคนจีนที่เข้าไทยได้ขนาดนี้ และสิ่งที่ Grab เตรียมรับ Golden Week ผูกกลับไปที่ Data ชุดนี้ได้อย่างไร

แล้วแบรนด์ที่ไม่ได้ทำแอปเรียกรถจะเอาวิธีคิดเรื่องการวัดผลต่อคน แทนการนับจำนวนคน ไปใช้กับตลาดนักท่องเที่ยวของตัวเองได้อย่างไรบ้างครับ

The Headcount Gap ทำไมนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แต่ยอดเรียกรถของคนจีนบน Grab ถึงโต 75%

คำตอบสั้นๆ คือมี 2 เรื่องเกิดขึ้นพร้อมกันครับ เรื่องแรกคือตลาดนักท่องเที่ยวจีนกำลังโตสวนตลาดรวม และเรื่องที่สองซึ่งสำคัญกว่า คือยอดเรียกรถบน Grab ต่อนักท่องเที่ยวจีน 1 คนน่าจะเพิ่มขึ้นมาก ยอดเรียกรถจึงโตเร็วกว่าจำนวนคนหลายเท่าครับ

เริ่มจากเรื่องแรกก่อน ปี 2568 ที่ผ่านมา ตามตัวเลขที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยกับ Bernama นักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยทั้งปีราว 4.47 ล้านคน ตามหลังมาเลเซียที่ราว 4.52 ล้านคน จีนจึงหลุดจากตำแหน่งตลาดอันดับหนึ่งไป แต่ปีนี้สถานการณ์กลับด้าน สถิติชุดเดียวกันของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบอกว่าตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 26 กันยายน 2569 มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยแล้ว 3,822,928 คน กลับมาเป็นอันดับหนึ่ง นำมาเลเซียที่ 2,891,908 คน และถ้าดูช่วง 8 เดือนแรกของปี สถิติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาบอกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนโตขึ้น 16.05% ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรวมลดลง 3.08% ในช่วงเดียวกัน

ในฐานะ Data Driven Advisor สิ่งที่ผมเป็นเวลาเห็นตัวเลขโตเยอะๆ ต้องถามต่อทันทีว่าโตเพราะมีคนเพิ่มขึ้น หรือโตเพราะแต่ละคนใช้มากขึ้น สองคำตอบนี้นำไปสู่กลยุทธ์คนละแบบเลยครับ และพอเอาคำถามนี้มาใช้กับตัวเลขของ Grab ก็เห็นภาพชัดขึ้นมาก

ถ้าเอา 2 ตัวเลขมาเทียบกันแบบคร่าวๆ ยอดเรียกรถโต 75% ส่วนจำนวนคนโตราว 16% อัตราการเติบโตของยอดเรียกรถจึงสูงกว่าอัตราการเติบโตของจำนวนคนเกือบ 5 เท่า และถ้าคำนวณต่อจะได้ว่ายอดเรียกรถบน Grab ต่อนักท่องเที่ยวจีน 1 คนน่าจะเพิ่มขึ้นราว 50% (ช่วงเวลาเก็บข้อมูลของทั้งสองฝั่งไม่ตรงกันเป๊ะ ข้อมูล Grab นับถึง 15 กันยายน ส่วนตัวเลขการเติบโตของจำนวนคนนับถึง 31 สิงหาคม ตัวเลขนี้จึงใช้ดูทิศทางมากกว่าใช้เป็นค่าที่แม่นยำ)

ตัวเลขต่อคนที่เพิ่มขึ้นนี้อาจมาจากได้ทั้ง 2 ทาง คือคนจีนแต่ละคนเรียกรถบ่อยขึ้นระหว่างทริป และคนจีนหันมาเลือกใช้ Grab มากขึ้น แต่ไม่ว่าจะทางไหนก็ให้ข้อสรุปเดียวกัน คือ Grab ไม่ได้โตเพราะได้ลูกค้าเพิ่มอย่างเดียว แต่โตเพราะได้ส่วนแบ่งในทริปของลูกค้าแต่ละคนมากขึ้นด้วย จำนวนหัวจึงบอกได้แค่ว่าตลาดใหญ่แค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าแบรนด์ได้ส่วนแบ่งจากแต่ละทริปเท่าไหร่ และสำหรับแบรนด์ที่ทำตลาดนักท่องเที่ยว ตัวเลขแบบหลังนี่แหละที่กลายเป็นการตลาดที่วัดผลได้จริงครับ

Trip Fragmentation เมื่อทริปของคนจีนแตกเป็นหลายจุดเล็กๆ ยอดเรียกรถจึงโตตาม

ผมว่ายอดเรียกรถต่อคนเพิ่มขึ้นได้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากจุดหมายของนักท่องเที่ยวจีนที่กระจายออกไปเป็นย่านเล็กๆ มากขึ้น และแต่ละจุดต้องเดินทางแยกกันครับ ข้อมูลจาก Grab ชี้ว่าจุดเช็กอินที่มาแรงที่สุดในปีนี้คือย่านทรงวาดและตลาดน้ำคลองบางหลวง ซึ่งไม่ได้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลักแบบเดิมของนักท่องเที่ยวจีน

ย่านทรงวาดที่มีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านค้า และสตรีตอาร์ตในแทบทุกซอย มียอดเรียกรถไป-กลับเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ตลาดน้ำคลองบางหลวงที่คนจีนนิยมไปถ่ายรูปวิถีชุมชนริมน้ำ เพิ่มขึ้นกว่า 12 เท่า และเทรนด์มาลัยรัดเกล้าที่วัยรุ่นไทยเอาพวงมาลัยดอกบัวมาประดับผมจนเป็นไวรัล ก็ทำให้ยอดเรียกรถไปปากคลองตลาดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่วนฝั่งสายกิน ถนนบรรทัดทองมียอดเรียกรถโตขึ้น 3 เท่า และสายมูเตลูอย่างศาลพระพิฆเนศ ห้วยขวาง กับศาลพระตรีมูรติ เซ็นทรัลเวิลด์ ก็โตขึ้นกว่า 45% ครับ

ออกนอกกรุงเทพฯ ภาพก็คล้ายกัน ข้อมูลจาก Grab ระบุว่าเชียงรายยังเป็นเมืองรองที่คนจีนนิยมไปมากที่สุด โดยเฉพาะวัดร่องขุ่นและวัดร่องเสือเต้น ขณะที่ลำพูนกลายเป็นเมืองรองที่มียอดเรียกรถโตขึ้นมากกว่า 4 เท่า

แล้วคนจีนรู้จักย่านเหล่านี้จากไหน คุณพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย บอกว่านักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่ค้นหาข้อมูลและวางแผนเที่ยวไทยผ่านเสี่ยวหงซู (Xiaohongshu) โดยปีนี้มีการค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยบนเสี่ยวหงซูแล้วมากกว่า 13 ล้านครั้ง ใครที่ยังไม่คุ้นกับแพลตฟอร์มนี้ ลองอ่านบทความ รู้จัก Social Media จีนสำหรับแบรนด์ไทย ประกอบได้ครับ

พฤติกรรมเที่ยวเป็นกลุ่มเล็กก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตั้งแต่ปี 2023 Grab เคยเปิดผลสำรวจคนจีนว่า 81% ชอบเดินทางเป็นกลุ่มเล็ก 2-4 คน อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยสรุปไว้ในบทความ Insight นักท่องเที่ยวจีนจาก Grab สิ่งที่ผมว่าเปลี่ยนไปในปีนี้ คือ Social Content บนเสี่ยวหงซูน่าจะทำให้จุดหมายของกลุ่มเล็กเหล่านี้กระจายออกไปไกลกว่าเดิมครับ

จากที่ผมสังเกต ทุกครั้งที่ Content ชิ้นหนึ่งทำให้ย่านใหม่ถูกเพิ่มเข้าไปในแผนเที่ยว ทริปนั้นก็มีการเดินทางเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งรอบไป-กลับ และการไปย่านเล็กๆ ในซอยแคบอย่างทรงวาดหรือคลองบางหลวง แอปเรียกรถก็มักเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้ภาษา ยิ่งทริปแตกเป็นหลายจุดมากเท่าไหร่ แอปเรียกรถก็ยิ่งได้ส่วนแบ่งจากทริปนั้นมากขึ้นเท่านั้นครับ

ภาพเดียวกันนี้เกิดกับฝั่งอาหารด้วย ข้าวเหนียวมะม่วงยังเป็นเมนูของหวานไทยอันดับหนึ่งที่คนจีนสั่งผ่าน GrabFood โดยยอดสั่งโตขึ้นกว่า 50% และเมื่อดูคำค้นหาเมนู (Menu Search) ในแอป Grab ข้าวเหนียวทุเรียนคือคำค้นที่มาแรงที่สุด มียอดค้นหารวมกันมากกว่า 27,000 ครั้ง ตัวเลขแบบนี้สะท้อนว่านักท่องเที่ยวจีนจำนวนไม่น้อยค้นหาและสั่งอาหารเองระหว่างทริป ไม่ได้รอให้ใครพาไปกินอย่างเดียวหรอกครับ

Golden Week Multiplier เมื่อ Grab เตรียมรับช่วงที่ยอดเรียกรถสูงกว่าปกติราว 90%

Grab Grand Golden Week คือแคมเปญที่ Grab ทำร่วมกับ ททท. ช่วง Golden Week 1-7 ตุลาคม ซึ่งปีก่อน Grab มียอดใช้บริการเรียกรถสูงกว่าช่วงปกติราว 90% ครับ สิ่งที่น่าสนใจคือผมว่ากิจกรรมเกือบทุกอย่างในแคมเปญนี้ผูกกลับไปที่ Data ที่เล่ามาข้างต้นได้

ฝั่ง Content แคมเปญนี้จับมือกับอินฟลูเอนเซอร์บนเสี่ยวหงซูทำคอนเทนต์อัปเดตเทรนด์และสถานที่เที่ยว ซึ่งก็คือช่องทางเดียวกับที่คนจีนใช้วางแผนเที่ยวอยู่แล้ว ฝั่งบริการมีการแนะนำฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และบริการเรียกรถที่คนขับสื่อสารภาษาจีนได้ พร้อมป้ายจุดรับ-ส่งภาษาจีนในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ส่วนฝั่งหน้างาน มีขบวนต้อนรับและบูธกิจกรรมที่บรรทัดทอง เยาวราช และไอคอนสยาม พร้อมส่วนลดสำหรับเรียกรถและสั่งอาหาร

สังเกตว่าบรรทัดทองซึ่งยอดเรียกรถโต 3 เท่า ถูกเลือกเป็นหนึ่งในจุดตั้งบูธด้วย จากที่ผมสังเกต นี่น่าจะเป็นการวางกิจกรรมตามจุดที่ Data บอกว่าคนจีนไปอยู่แล้ว มากกว่าการคาดเดาว่าคนน่าจะไปไหน ส่วนเรื่องการจ่ายเงิน Grab เริ่มแก้มาตั้งแต่ปี 2016 ตามประกาศของ Grab ร่วมกับ Alipay ในปี 2016 ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวจีนจ่ายค่าเรียกรถในไทยผ่าน Alipay ได้ แคมเปญปีนี้จึงขยับไปแก้ Friction Point ชั้นถัดไป คือเรื่องภาษา การหาจุดรับ-ส่ง และความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยครับ

ฝั่งภาพรวมตลาดก็ไปทิศเดียวกับที่ผมเล่ามา ตามที่ The Star รายงานเมื่อ 12 กันยายน 2026 คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. คาดว่าช่วง 25 กันยายน ถึง 7 ตุลาคม จะมีนักท่องเที่ยวจีนราว 250,000 คน เพิ่มขึ้น 24% และสร้างรายได้ราว 11,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% รายได้โตเร็วกว่าจำนวนคน แปลว่ารายได้ต่อคนก็น่าจะเพิ่มขึ้นราว 10% ด้วย

เทียบกันแล้วผมว่าตัวเลขคาดการณ์ของ ททท. กับตัวเลขของ Grab ไปในทิศทางเดียวกัน คือการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวจีนรอบนี้น่าจะไม่ได้มาจากจำนวนคนอย่างเดียว แต่มาจากการที่แต่ละคนใช้จ่ายและใช้บริการในทริปมากขึ้นด้วย และแบรนด์ที่ลด Friction Point ได้ในหลายจุดของทริป ก็น่าจะเป็นแบรนด์ที่ได้ส่วนแบ่งจากการใช้จ่ายส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ไปครับ

4 บทเรียน Share of Trip ที่นักการตลาดเอาไปใช้กับตลาดนักท่องเที่ยวได้

เล่ามาถึงตรงนี้ผมว่าเราคงได้เห็นแล้วว่าตัวเลข 75% ของ Grab ไม่ได้มาจากนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาอย่างเดียว แต่น่าจะมาจากทริปที่แตกเป็นหลายจุดตาม Content บนเสี่ยวหงซูด้วย และแคมเปญ Golden Week ปีนี้ก็คือการต่อยอดด้วยการลด Friction Point ให้ทุกจุดของทริปเดินทางได้ง่ายขึ้น

คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าธุรกิจของเราไม่ได้ทำแอปเรียกรถ แต่เป็นร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้า หรือแบรนด์สินค้าที่อยากได้ลูกค้านักท่องเที่ยว จะเอาวิธีคิดนี้ไปใช้อย่างไร ผมสรุปออกมาเป็น 4 บทเรียนแบบนี้ครับ

1. Per-Head Metric วัดผลต่อคน ไม่ใช่แค่นับจำนวนคน

จำนวนนักท่องเที่ยวรวมเป็น Metric ที่ใช้ดูขนาดตลาดได้ดี แต่ใช้วัดผลงานของแบรนด์ได้ไม่ดีนัก ในปีที่ตลาดรวมติดลบ แบรนด์ที่ดูแค่จำนวนหัวอาจตัดงบผิดจังหวะ ทั้งที่ลูกค้ากลุ่มเดิมกำลังใช้จ่ายต่อคนมากขึ้นครับ ถ้าคุณทำตลาดนักท่องเที่ยวอยู่ ลองตั้ง Metric คู่กันเสมอ คือจำนวนลูกค้านักท่องเที่ยว กับยอดใช้จ่ายหรือจำนวนครั้งที่ใช้บริการต่อคน

ลองนึกภาพโรงแรมขนาดกลางย่านเยาวราชที่ปีนี้จำนวนแขกจีนเท่าเดิม แต่ถ้าวัดต่อคนแล้วพบว่าแขกสั่งอาหารเข้าห้องและจองทัวร์ผ่านโรงแรมบ่อยขึ้น ตัวเลขนี้คือหลักฐานว่าควรลงทุนเพิ่มกับบริการเสริม ไม่ใช่ลดงบเพราะจำนวนแขกไม่โต

2. Share of Trip ถามว่าแบรนด์อยู่ในทริปของลูกค้าได้กี่จุด

ผมขอเรียกวิธีคิดนี้ว่า Share of Trip คือการดูว่าในหนึ่งทริปของนักท่องเที่ยว แบรนด์ของเราอยู่ในกี่จุดของการเดินทาง การกิน และการซื้อ Grab ได้ประโยชน์จากทริปที่แตกเป็นหลายจุด เพราะทุกจุดใหม่คือการเดินทางเพิ่มอีกรอบ แบรนด์อื่นก็คิดแบบเดียวกันได้ครับ ยิ่งลูกค้าเที่ยวหลายจุด โอกาสที่แบรนด์จะถูกใช้ซ้ำในทริปเดียวก็ยิ่งมากขึ้น และถ้าอยากเห็นว่าเทรนด์ไหนจะเปิดจุดใหม่ในทริปของลูกค้าได้อีก ลองอ่าน 10 Travel Trends 2027 เทรนด์ท่องเที่ยวและ Hospitality ต่อได้ครับ

ลองนึกภาพร้านขนมไทยในย่านทรงวาดที่จับมือกับคาเฟ่และร้านของฝากในซอยเดียวกัน ทำแผนที่เดินเที่ยวสั้นๆ ให้ลูกค้าที่มาถึงร้านแรกเดินต่อไปร้านที่สองและสาม แต่ละร้านไม่ได้ลูกค้าเพิ่มจากจำนวนคนที่มาย่านนี้ แต่ได้ส่วนแบ่งจากทริปของลูกค้าแต่ละคนมากขึ้น

3. Platform Data as Leading Indicator อ่านเทรนด์จาก Data ของแพลตฟอร์มก่อนสถิติทางการ

สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวบอกว่ามีคนมากี่คน แต่ Data ของแพลตฟอร์มอย่างยอดเรียกรถ ยอดค้นหาเมนู หรือคำค้นบนโซเชียล บอกได้ว่าคนกำลังสนใจอะไรและกำลังจะไปไหน ซึ่งมักเห็นก่อนที่เทรนด์นั้นจะปรากฏในตัวเลขของทั้งตลาดครับ แบรนด์ที่ติดตามข้อมูลชุดนี้ จึงปรับเมนู ปรับสินค้า หรือปรับจุดขายได้ก่อนคู่แข่งใน Category

ลองนึกภาพร้านขนมไทยที่เห็นว่าข้าวเหนียวทุเรียนถูกค้นหาบนแอปมากกว่า 27,000 ครั้ง แล้วตัดสินใจเพิ่มเมนูนี้พร้อมตั้งชื่อภาษาจีนให้ค้นเจอง่าย แทนที่จะรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาถามหาเองที่หน้าร้าน

4. Friction-Free Next Stop ทำให้ลูกค้าไปจุดถัดไปของทริปได้ง่าย

สิ่งที่ Grab ทำทั้งก่อนหน้านี้และในแคมเปญ Golden Week ปีนี้ แทบทุกอย่างคือการลด Friction Point ให้นักท่องเที่ยวไปจุดถัดไปได้ง่ายขึ้น ทั้งการจ่ายเงินผ่าน Alipay ที่เปิดให้ใช้มาตั้งแต่ปี 2016 และในแคมเปญปีนี้ก็มีการแนะนำบริการคนขับที่สื่อสารภาษาจีนได้กับการทำป้ายจุดรับ-ส่งภาษาจีน ธุรกิจอื่นก็มี Friction Point แบบเดียวกัน ทั้งเมนูที่อ่านไม่ออก ช่องทางจ่ายเงินที่ไม่รองรับ หรือการบอกทางไปร้านที่ไม่ชัดครับ

ลองนึกภาพร้านอาหารซีฟู้ดที่นอกจากมีเมนูภาษาจีนแล้ว ยังทำป้ายบอกจุดเรียกรถหน้าร้าน และแนะนำร้านของหวานใกล้ๆ ที่ลูกค้าไปต่อได้ หลังกินเสร็จลูกค้าไม่ต้องยืนงงว่าจะไปต่อยังไง และร้านก็กลายเป็นจุดที่ส่งต่อทริปให้ลูกค้าได้ราบรื่น ซึ่งทำให้ลูกค้าจำร้านได้ดีขึ้นด้วย

Share of Wallet สรุปบทเรียน Grab Golden Week ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

สิ่งที่ Grab ทำในปีนี้ ผิวนอกคือแคมเปญต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนช่วง Golden Week แต่แก่นข้างในคือการเติบโตที่ไม่ได้รอให้ตลาดรวมโตก่อน ในปีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรวมยังติดลบ Grab โฟกัสกลุ่มที่โตสวนตลาด และพยายามทำให้ทุกจุดของทริปลูกค้าใช้บริการได้ง่ายขึ้น ซึ่งผมว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดเรียกรถโตเร็วกว่าจำนวนคนหลายเท่าครับ

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Share of Wallet หรือส่วนแบ่งการใช้จ่ายของลูกค้าแต่ละคน ตัวชี้วัดนี้ไม่ได้ถามว่าแบรนด์มีลูกค้ากี่คน แต่ถามว่าเงินที่ลูกค้าแต่ละคนใช้ไปกับสินค้าหรือบริการหมวดของเราในทริปหนึ่ง กลับมาที่แบรนด์เราได้เท่าไหร่ สำหรับ Grab ยอดเรียกรถต่อคนที่น่าจะเพิ่มขึ้น ก็คือสัญญาณว่าค่าเดินทางในแต่ละทริปไหลมาที่ Grab มากขึ้น ไม่ว่าจะมาจากการที่ลูกค้าเรียกรถบ่อยขึ้น หรือหันมาเลือก Grab แทนการเดินทางแบบอื่น และ Share of Trip ที่ผมชวนคิดในบทเรียนข้อ 2 ก็คือวิธีขยายตัวชี้วัดนี้ไปทีละจุดของการเดินทาง

นับจากนี้ไป แบรนด์ที่ทำตลาดนักท่องเที่ยวด้วยการนับจำนวนหัวอย่างเดียว อาจอ่านสถานการณ์ผิดได้ในปีที่ตลาดรวมไม่โต ส่วนแบรนด์ที่วัดผลต่อคนและพยายามอยู่ในหลายจุดของทริปลูกค้า จะยังหาทางโตได้แม้ตัวเลขรวมจะติดลบ และถ้าวันนี้คุณยังวัดผลตลาดนักท่องเที่ยวด้วยจำนวนคนที่เดินเข้าร้านเพียงอย่างเดียว ก็อาจมองไม่เห็นส่วนที่โตขึ้นจริงอยู่อย่างน่าเสียดายครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Grab Golden Week และนักท่องเที่ยวจีน

Grab Grand Golden Week คืออะไร

Grab Grand Golden Week คือแคมเปญที่แกร็บ ประเทศไทย ทำร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนช่วง Golden Week 1-7 ตุลาคม 2569 ไปในทิศทางเดียวกับโครงการ Nihao Month 2026 ของ ททท. กิจกรรมหลักมีทั้งการทำคอนเทนต์กับอินฟลูเอนเซอร์บนเสี่ยวหงซู การแนะนำฟีเจอร์ความปลอดภัยและบริการคนขับที่สื่อสารภาษาจีนได้ ป้ายจุดรับ-ส่งภาษาจีน และบูธกิจกรรมพร้อมส่วนลดที่บรรทัดทอง เยาวราช และไอคอนสยาม

ทำไมยอดเรียกรถของนักท่องเที่ยวจีนบน Grab ถึงโต 75% ทั้งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติรวมลดลง

ข้อมูลจาก Grab ระบุว่ายอดเรียกรถของนักท่องเที่ยวจีนช่วง 1 มกราคม ถึง 15 กันยายน 2569 โตกว่า 75% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่านักท่องเที่ยวต่างชาติรวมช่วง 1 มกราคม ถึง 26 กันยายน 2569 ลดลง 3.65% แต่นักท่องเที่ยวจีนช่วง 8 เดือนแรกโตขึ้น 16.05% ในมุมการตลาด ยอดเรียกรถที่โตเร็วกว่าจำนวนคนน่าจะบ่งบอกว่ายอดเรียกรถต่อนักท่องเที่ยวจีน 1 คนเพิ่มขึ้น ทั้งจากการเรียกรถบ่อยขึ้นระหว่างทริป และการหันมาเลือกใช้ Grab มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับจุดหมายที่กระจายไปยังย่านเล็กๆ ที่คนจีนค้นเจอบนเสี่ยวหงซู

นักท่องเที่ยวจีนนิยมไปที่ไหนในปี 2569 ตามข้อมูลของ Grab

ข้อมูลจาก Grab ระบุว่าย่านทรงวาดมียอดเรียกรถไป-กลับเพิ่มขึ้น 10 เท่า ตลาดน้ำคลองบางหลวงเพิ่มขึ้นกว่า 12 เท่า ถนนบรรทัดทองเพิ่มขึ้น 3 เท่า ปากคลองตลาดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และศาลพระพิฆเนศ ห้วยขวาง กับศาลพระตรีมูรติ เซ็นทรัลเวิลด์ เพิ่มขึ้นกว่า 45% ส่วนเมืองรอง เชียงรายยังได้รับความนิยมมากที่สุด และลำพูนมียอดเรียกรถโตมากกว่า 4 เท่า

Share of Wallet คืออะไร และใช้กับตลาดนักท่องเที่ยวอย่างไร

Share of Wallet คือสัดส่วนการใช้จ่ายของลูกค้าแต่ละคนที่กลับมาที่แบรนด์ เมื่อเทียบกับการใช้จ่ายทั้งหมดของลูกค้าคนนั้นในหมวดเดียวกัน สำหรับตลาดนักท่องเที่ยว ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้แบรนด์เห็นการเติบโตที่จำนวนนักท่องเที่ยวรวมมองไม่เห็น เช่นการที่ลูกค้าแต่ละคนใช้บริการบ่อยขึ้นหรือใช้จ่ายต่อทริปมากขึ้น แม้จำนวนคนจะเท่าเดิมหรือลดลง

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *