รู้มั้ยว่าทุก 10 การจองบน Gother แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์สัญชาติไทย มีมากกว่า 7 การจองที่เป็นการเดินทางคนเดียว ขณะที่การเดินทางกับคู่รักมีสัดส่วน 12% และการเดินทางแบบกลุ่มมีแค่ 8% ตามข้อมูลการจองที่ Gother เปิดเผยในวาระครบรอบ 2 ปี ครับ
ฟังดูเหมือนตัวเลขที่บอกว่าคนเหงามากขึ้นใช่มั้ยครับ แต่พออ่านรายละเอียดต่อจะเห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับความเหงาน้อยกว่าที่คิด และเกี่ยวกับของที่หายากขึ้นทุกปีในชีวิตคนทำงานมากกว่า นั่นคือวันว่างที่ตรงกับคนอื่น
ตัวเลขชุดนี้มาพร้อมกับการเติบโตของตัวแพลตฟอร์มเอง ข้อมูลจาก Gother ระบุว่ามูลค่าการจองรวมผ่านแพลตฟอร์มในปี 2568 อยู่ที่ราว 810 ล้านบาท และคาดว่าจะขึ้นไปแตะราว 1,300 ล้านบาทในปี 2569 หรือโต 60% พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Gother Beyond OTA ที่ขยายบทบาทจากแพลตฟอร์มจองเที่ยวบินและที่พัก ไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมการเดินทาง ประสบการณ์ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน
บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า ทำไม Solo Travel ถึงกลายเป็นการจองส่วนใหญ่บน Gother อะไรที่ทำให้คนเลือกเที่ยวตามโมเมนต์แทนการเลือกตามปลายทาง และธุรกิจที่ยังออกแบบสินค้าไว้สำหรับคนสองคนจะปรับตัวอย่างไรได้บ้าง
The Solo Default ทำไม Solo Travel ถึงกลายเป็นการจองส่วนใหญ่บน Gother
คำตอบสั้นๆ คือนักเดินทางจำนวนมากไม่ได้มองการเที่ยวคนเดียวเป็นทางเลือกสำรองตอนหาเพื่อนร่วมทริปไม่ได้อีกต่อไป แต่เลือกออกเดินทางเองเพื่อให้ตรงกับเวลา ความสนใจ และรูปแบบชีวิตของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งข้อมูลจาก Gother ระบุว่าเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าสำคัญของแพลตฟอร์มครับ
สิ่งที่ต้องอ่านให้ถูกคือ ตัวเลข 70% นี้เป็นสัดส่วนการจองบนแพลตฟอร์ม Gother ไม่ใช่สัดส่วนของนักท่องเที่ยวไทยทั้งประเทศ และการจองสำหรับผู้เดินทางคนเดียวก็รวมทริปได้หลายวัตถุประสงค์ ตัวเลขนี้จึงบอกเราได้ชัดว่าลูกค้าของแพลตฟอร์มจองท่องเที่ยวไทยรายหนึ่งหน้าตาเป็นแบบไหน มากกว่าจะเป็นภาพรวมของทั้งตลาด
แต่ถ้าวางเทียบกับข้อมูลจากต่างประเทศ ทิศทางไปทางเดียวกันเกือบทุกชุด Google ระบุในบทสรุปเทรนด์ท่องเที่ยวช่วงซัมเมอร์ของสหรัฐฯ เมื่อเดือนเมษายน 2569 ว่าความสนใจค้นหาคำว่า Solo Travel ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล และคำว่า Women Solo Travel ขึ้นไปสูงสุดในรอบ 15 ปี ขณะที่ผลสำรวจ Mastercard Travel Trendline 2026 ซึ่งเก็บข้อมูลผู้บริโภคกว่า 15,000 คนใน 11 ตลาด พบว่า 39% ของนักเดินทางต่างประเทศเคยเที่ยวคนเดียวมาแล้ว
ฝั่งเอเชียแปซิฟิกยังเป็นสนามที่โตเร็วด้วยครับ Grand View Research ประเมินว่าตลาด Solo Travel ในเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 16.3% ระหว่างปี 2026 ถึง 2033 เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกที่ 14.6% และนักเดินทางคนเดียวอายุ 25 ถึง 40 ปีมีสัดส่วน 44.2% ของตลาดในปี 2025 ซึ่งก็คือกลุ่มวัยทำงานแบบเดียวกับที่ Gother บอกว่าเป็นฐานลูกค้าสำคัญ
นั่นหมายความว่า Solo Travel ไม่ใช่ Niche ของสายแบ็คแพ็คอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหน่วยพื้นฐานของการเดินทางในกลุ่มคนทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบรนด์ท่องเที่ยวแทบทุกรายอยากได้เป็นลูกค้าครับ
The Calendar Mismatch เที่ยวคนเดียวไม่ใช่เพราะเหงา แต่เพราะตารางชีวิตไม่ตรงกัน
เหตุผลหลักที่คนเลือกเที่ยวคนเดียวมากขึ้น คือวันว่างที่ตรงกับคนอื่นหายากขึ้น ไม่ใช่เพราะหาเพื่อนไม่ได้ เมื่อการรอให้ทุกคนว่างพร้อมกันมีต้นทุนสูงกว่าการไปเองคนเดียว การตัดสินใจเดินทางจึงค่อยๆ ย้ายจากระดับกลุ่มมาอยู่ที่ระดับคนคนเดียวครับ
คุณอนุพงษ์ เกรียงไกรลิปิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสิร์ชเอ็นจินอ็อปทิไมเซชั่น จำกัด และผู้ก่อตั้ง Gother อธิบายว่าลูกค้าไม่ได้มองหาการเดินทางเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวอีกต่อไป แต่กำลังมองหาโมเมนต์ที่ช่วยเติมเต็มชีวิตในแต่ละช่วงเวลา บางคนอยากเดินทางคนเดียว บางคนอยากไปชมการแข่งขันกีฬาที่รอมานาน ขณะที่บางคนต้องการใช้วันหยุดสั้นๆ เพื่อพักและกลับมาดูแลตัวเอง
ภาพเดียวกันนี้เห็นชัดในรายงาน Hilton 2026 Trends Report ที่ทำร่วมกับ Ipsos สำรวจผู้ใหญ่ 14,009 คนใน 14 ประเทศ ซึ่งพบว่า 48% ของนักเดินทางเพิ่มวันเดินทางก่อนหรือหลังทริปครอบครัว เพื่อเก็บเวลาไว้อยู่กับตัวเอง ตัวเลขนี้บอกว่าคนที่เที่ยวคนเดียวไม่ได้ปฏิเสธการเที่ยวกับคนอื่นเลย เขาแค่ต้องการทั้งสองแบบในชีวิตเดียวกัน
ผมขอยอมรับว่าก่อนหน้านี้ตัวเองก็เคยมอง Solo Travel แบบนั้นมาก่อน คือเห็นเป็น Segment ของคนโสดหรือสายแบ็คแพ็ค และเวลาคิดเรื่องกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจท่องเที่ยวก็มักนึกถึงคู่รักหรือครอบครัวเป็นค่าเริ่มต้น จนได้เห็นตัวเลขชุดนี้วางเรียงกันถึงเข้าใจว่าการตั้งคำถามว่าลูกค้าเป็นคนแบบไหนอาจผิดตั้งแต่ตัวคำถาม คำถามที่ถูกกว่าคือ วันนี้ลูกค้าคนนั้นอยู่ในโหมดไหนครับ
นี่คือประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าตัวเลขครับ Solo Travel ไม่ใช่ตัวตนของลูกค้า แต่คือโหมดหนึ่งที่คนคนเดียวกันสลับเข้าออกได้ คนที่เดือนนี้บินไปดูคอนเสิร์ตคนเดียว เดือนหน้าอาจพาครอบครัวไปทะเลก็ได้ แบรนด์ที่แบ่งลูกค้าเป็นกล่องตายตัวว่าใครคือลูกค้าเดี่ยว ใครคือลูกค้าครอบครัว มีโอกาสพลาดจังหวะที่คนเดิมเปลี่ยนโหมดไปแบบไม่ทันตั้งตัว
ในบริบทไทย โจทย์นี้ต่อกับพฤติกรรมที่การตลาดวันละตอนเคยเจาะไว้ในInsight Solo Economy เทรนด์คนโสดมาแรง ว่าคนรุ่นใหม่เลือกใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น ทั้งด้วยเหตุผลเรื่องความเป็นอิสระและค่าครองชีพ และใช้จ่ายไปกับประสบการณ์ ความสะดวก และการดูแลตัวเองเป็นหลัก การเดินทางคนเดียวจึงเป็นแค่อีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ออกแบบรอบตัวเองมากขึ้นนั่นเอง
From Destination to Moment เมื่อคำถามเปลี่ยนจากไปไหน เป็นอยากใช้เวลาแบบไหน
พฤติกรรมที่เปลี่ยนคู่กับ Solo Travel คือการเลือกทริปจากโมเมนต์ที่อยากสัมผัส แทนการเลือกจากจุดหมายปลายทาง Gother จึงจัดประสบการณ์ใน Gother KLUB ภายใต้แนวคิด Book Your Moment with Gother ออกเป็น 3 โมเมนต์ คือ Cheerful Moment สำหรับความสนุกและการเฉลิมฉลอง Active Moment สำหรับการออกไปเคลื่อนไหวและทำกิจกรรมที่ชอบ และ Recharge Moment สำหรับการพักผ่อนและเติมพลังให้ร่างกายกับจิตใจครับ
รายงานของ Hilton ตั้งชื่อพฤติกรรมแบบนี้ว่า Whycation คือทริปที่เริ่มจากคำถามว่าจะไปทำไม ไม่ใช่จะไปที่ไหน ซึ่งตรงกับที่ Gother สังเกตจากข้อมูลการจองว่าความต้องการของผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่าจะไปไหน แต่ขยายไปถึงว่าอยากใช้เวลาอย่างไร จนเส้นแบ่งระหว่างการท่องเที่ยวกับไลฟ์สไตล์ค่อยๆ เบลอเข้าหากัน
หนึ่งในโมเมนต์ที่ Gother เลือกขยายต่อคือการเดินทางเพื่อกีฬาและความบันเทิง ครอบคลุมกีฬาที่คนไทยสนใจ เช่น ฟุตบอล เทนนิส กอล์ฟ ฟอร์มูลาวัน และโมโตจีพี โดยทำเป็นประสบการณ์แบบครบวงจร ตั้งแต่บัตรเข้าชม เที่ยวบิน ที่พัก การเดินทางในจุดหมาย ไปจนถึงกิจกรรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ก่อนหรือหลังการแข่งขัน ตามข้อมูลจาก Gother
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือโมเมนต์แบบนี้มีวันเวลาตายตัว แมตช์ไม่รอใคร คอนเสิร์ตไม่เลื่อนให้เพื่อนที่ลางานไม่ได้ เมื่อโมเมนต์ที่อยากไปมีกำหนดการของตัวเอง แต่ตารางชีวิตของคนรอบตัวไม่ตรงกัน การไปคนเดียวก็กลายเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลกว่าการรอ นี่คือจุดที่ Moment-Based Travel กับ Solo Travel เสริมแรงกันเองโดยที่ไม่ต้องมีใครออกแบบ
ภาพนี้ยังต่อกับเทรนด์ Nano Trips ที่การตลาดวันละตอนเคยสรุปไว้ใน10 Travel Trends 2027 ถอดเทรนด์ท่องเที่ยวและ Hospitality คือทริปที่สั้นจนบินไปเที่ยวแล้วกลับบ้านได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งน่าจะบอกว่าคนยุคนี้ไม่ได้วัดความคุ้มของทริปจากจำนวนวันเป็นหลักอีกต่อไป แต่วัดจากว่าได้โมเมนต์ที่อยากได้หรือเปล่า
ส่วนปลายทางยอดนิยม ข้อมูลการจองบน Gother พบว่าในประเทศคือเชียงใหม่ ภูเก็ต สงขลา อุดรธานี และขอนแก่น ส่วนต่างประเทศคือญี่ปุ่น เวียดนาม จีน ไต้หวัน และมาเลเซีย จากที่ผมสังเกต รายชื่อต่างประเทศทั้ง 5 มีจุดร่วมคือบินไม่ไกล วางแผนเองได้ และเหมาะกับทริประยะสั้น ส่วนการมีเมืองรองอย่างสงขลา อุดรธานี และขอนแก่นติดอันดับ ก็สอดคล้องกับผลสำรวจของ Mastercard ที่พบว่า 84% ของนักเดินทางคนเดียวสนใจจุดหมายนอกเส้นทางหลักหรือจุดหมายที่กำลังมาใหม่ เทียบกับ 78% ของคนที่เดินทางไปกับคนอื่น
The Solo Penalty ธุรกิจท่องเที่ยวยังออกแบบสินค้าไว้สำหรับคนสองคน
ปัญหาที่นักเดินทางคนเดียวเจอบ่อยคือสินค้าท่องเที่ยวจำนวนมากยังตั้งราคาและออกแบบโดยมีคนสองคนเป็นหน่วยเริ่มต้น ทำให้คนที่มาคนเดียวต้องจ่ายแพงกว่า หรือได้ประสบการณ์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเขาครับ
Peter McGraw ศาสตราจารย์ด้านการตลาดและจิตวิทยาจาก University of Colorado Boulder เขียนไว้ในบทความบน The Conversation เมื่อเดือนกันยายน 2569 ว่าธุรกิจที่พักยังถือการเข้าพักสองคนเป็นหน่วยการบริโภคพื้นฐาน คนที่เข้าพักคนเดียวจึงมักต้องจ่ายส่วนเพิ่มที่เรียกว่า Single Supplement และธุรกิจส่วนใหญ่ยังแก้ปัญหานี้ด้วยการลดราคา มากกว่าจะออกแบบสินค้าที่ตั้งใจทำมาให้คนคนเดียวใช้จริง
ลองนึกภาพคนที่อยากลงคลาสทำอาหารไทยครึ่งวันระหว่างทริป แต่เงื่อนไขเขียนว่าขั้นต่ำ 2 ท่าน หรือแพ็กเกจสปาที่ราคาถูกลงเฉพาะเมื่อมาเป็นคู่ ทุกจุดแบบนี้คือ Friction Point เล็กๆ ที่ส่งข้อความเดียวกันไปถึงลูกค้าว่า สินค้านี้ไม่ได้ทำมาให้คุณ
ตัวอย่างที่กลับด้านกันคือ Ichiran ร้านราเมงจากญี่ปุ่นที่ออกแบบที่นั่งแบบมีฉากกั้นให้ลูกค้าโฟกัสกับรสชาติได้เต็มที่ จากที่ผมสังเกต ที่นั่งแบบนี้ทำให้คนที่มาคนเดียวไม่รู้สึกแปลกแยกเลย เพราะทุกคนในร้านนั่งแบบเดียวกันหมด และญี่ปุ่นก็อยู่ในรายชื่อปลายทางต่างประเทศยอดนิยมบน Gother พอดี
แต่อย่าเพิ่งสรุปว่าคนที่มาคนเดียวอยากอยู่คนเดียวตลอดทริปนะครับ ผลสำรวจของ Mastercard ชุดเดิมพบว่า 7 ใน 10 ของนักเดินทางเพื่อพักผ่อนต่างประเทศ สนใจประสบการณ์แบบ Solo ที่ออกแบบมาให้ได้เจอคนที่ชอบอะไรคล้ายกัน ผ่านทัวร์ ที่พักแบบแชร์ หรือกิจกรรมที่จัดเป็นกลุ่ม นั่นแปลว่าโจทย์จริงคือการออกแบบให้คนมาคนเดียวได้ แต่ไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยว
อีกมุมที่คนทำธุรกิจท่องเที่ยวมักมองข้ามคือ เวลาเกิดปัญหาระหว่างทาง คนที่มาคนเดียวไม่มีเพื่อนร่วมทริปช่วยคิดช่วยตัดสินใจ ในปีที่ 3 Gother วางแผนขยายบริการ Flight Disruption Care ที่ช่วยแจ้งเตือน ดูแลการจองเที่ยวบินใหม่ หรือคืนเงินเต็มจำนวนเมื่อตรงตามเงื่อนไข โดยใช้ AI จัดการข้อมูลและขั้นตอนที่เกิดซ้ำ ควบคู่กับทีมบริการภาษาไทยตลอด 24 ชั่วโมงที่ยังเป็นคนตัดสินใจในสถานการณ์ซึ่งต้องเข้าใจบริบทของลูกค้า สำหรับนักเดินทางคนเดียว บริการแบบนี้ไม่ใช่ของแถม แต่คือคนที่เขาหันไปพึ่งได้ในวันที่เที่ยวบินถูกยกเลิกครับ
4 Lessons บทเรียนจาก Gother Solo Travel ที่ธุรกิจไหนก็เอาไปใช้ได้
เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งตัวเลขที่บอกว่าการเที่ยวคนเดียวกลายเป็นเรื่องปกติของคนทำงาน เหตุผลเบื้องหลังที่ไม่ได้อยู่ที่ความเหงาแต่อยู่ที่ตารางชีวิตที่ไม่ตรงกัน การเปลี่ยนจากการเลือกปลายทางมาเป็นการเลือกโมเมนต์ และช่องว่างของธุรกิจที่ยังออกแบบทุกอย่างไว้สำหรับคนสองคน
คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าธุรกิจของเราไม่ได้อยู่ในวงการท่องเที่ยว เราจะเอาวิธีคิดชุดนี้ไปใช้กับลูกค้าที่มาคนเดียวมากขึ้นได้อย่างไร ผมขอสรุปไว้ 4 ข้อครับ
1. Unit of One ตั้งหน่วยเริ่มต้นของสินค้าไว้ที่ 1 คน
หลักการคือลองกลับไปดูว่าสินค้าและราคาของเราตั้งต้นจากคนกี่คน ถ้าตั้งต้นจากคู่หรือครอบครัวโดยไม่รู้ตัว ลูกค้าที่มาคนเดียวจะต้องจ่ายส่วนต่างหรือยอมรับประสบการณ์ที่ไม่พอดีตัว การตั้งหน่วยเริ่มต้นไว้ที่ 1 คนแล้วค่อยเพิ่มขึ้น ทำให้ลูกค้าทุกแบบเข้าถึงได้โดยไม่มีใครรู้สึกว่าถูกลงโทษ ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่การตลาดวันละตอนเคยสรุปไว้ในSolo Economy เศรษฐกิจคนโสดจากรายงานของ Meta ว่าสินค้าไซส์ใหญ่อาจไม่ใช่สิ่งที่คนโสดต้องการอีกต่อไป แต่ต้องเป็นสินค้าที่เล็กลงโดยยังใช้งานได้ครบครับ
ลองนึกภาพร้านชาบูที่มีเซ็ตสำหรับ 1 ท่านพร้อมหม้อส่วนตัว และที่นั่งเคาน์เตอร์ที่ไม่ต้องจองโต๊ะ 4 ที่ คนทำงานที่แวะมากินหลังเลิกงานคนเดียวจะกลายเป็นลูกค้าประจำได้ทันที จากเดิมที่เขาอาจเดินผ่านไปเพราะคิดว่าร้านนี้ต้องมากับเพื่อน
2. Moment-Based Segmentation แบ่งลูกค้าตามโมเมนต์ ไม่ใช่แค่ตามอายุ
Demographic บอกเราได้ว่าลูกค้าเป็นใคร แต่ไม่ได้บอกว่าวันนี้เขาต้องการอะไร การแบ่งกลุ่มตามโมเมนต์แบบที่ Gother ทำกับ Cheerful Moment, Active Moment และ Recharge Moment ช่วยให้แบรนด์เสนอสิ่งที่ตรงกับจังหวะชีวิตของลูกค้า และคนคนเดียวกันก็เข้ามาได้หลายโมเมนต์ในหนึ่งปี
ลองนึกภาพแบรนด์รองเท้าวิ่งที่แทนที่จะยิงโฆษณาหากลุ่มอายุ 25 ถึง 40 ปีแบบเหมารวม กลับจับโมเมนต์ช่วง 2 เดือนก่อนงานวิ่งมาราธอนต่างจังหวัด แล้วเสนอชุดรองเท้า ตารางซ้อม และที่พักใกล้จุดสตาร์ทไปพร้อมกัน ข้อเสนอแบบนี้จะดูตรงใจกว่าโฆษณาที่หว่านตามอายุ เพราะมาถึงในจังหวะที่ลูกค้ากำลังคิดเรื่องนั้นอยู่พอดี
3. Solo but Social ขายความเป็นอิสระที่ยังมีเพื่อนร่วมทางได้
คนที่มาคนเดียวต้องการอิสระในการตัดสินใจ แต่ไม่ได้ต้องการความโดดเดี่ยว แบรนด์ที่ออกแบบพื้นที่ให้คนแปลกหน้าที่ชอบเรื่องเดียวกันได้เจอกันแบบไม่ถูกบังคับ จะได้ทั้งลูกค้าที่มาคนเดียวและเหตุผลให้เขากลับมาอีกครั้ง
ลองนึกภาพโรงแรมที่จัดโต๊ะอาหารเย็นรวมทุกวันศุกร์สำหรับแขกที่มาคนเดียว ใครอยากนั่งก็นั่ง ใครไม่อยากก็ไม่ต้อง คนที่เข้าร่วมจะได้บทสนทนากลับบ้านไปด้วย และความทรงจำแบบนั้นคือสิ่งที่ทำให้เขาเล่าต่อ มากกว่าขนาดห้องหรือวิวจากระเบียง
4. Safety Net Service ทำให้คนที่มาคนเดียวรู้ว่ามีคนดูแล
สำหรับลูกค้าที่มาคนเดียว ความมั่นใจว่าจะมีคนช่วยเวลาเกิดเรื่องไม่คาดคิด อาจมีน้ำหนักพอๆ กับราคาเลยทีเดียว การสื่อสารให้ชัดว่าเมื่อเกิดปัญหาแบรนด์จะทำอะไรให้บ้าง คือการลดความกังวลที่คนมาเป็นกลุ่มไม่ค่อยต้องคิดถึง
ลองนึกภาพแอปจองกิจกรรมที่พอลูกค้าจองทริปดำน้ำคนเดียว ระบบจะส่งข้อความยืนยันพร้อมเบอร์ติดต่อฉุกเฉินภาษาไทย และแจ้งเตือนทันทีถ้ามีประกาศเรื่องสภาพอากาศ ของแค่ไม่กี่ชิ้นแบบนี้ทำให้คนตัดสินใจกดจองได้เร็วขึ้น เพราะรู้ว่าไม่ได้ต้องแก้ปัญหาทุกอย่างเองคนเดียว
Segment of One สรุปบทเรียน Gother Solo Travel ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้
สิ่งที่ตัวเลขกว่า 70% ของ Gother บอกเรา ไม่ใช่ว่าคนไทยเหงาขึ้น แต่คือหน่วยของการตัดสินใจเดินทางเล็กลงจากกลุ่มเหลือคนคนเดียว เมื่อวันว่างที่ตรงกันหายาก และโมเมนต์ที่อยากไปมีวันเวลาของตัวเอง คนก็เลือกไปเองโดยไม่รอใคร
และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างในบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Segment of One หรือ ลูกค้าหนึ่งคนคือหนึ่ง Segment เพราะธุรกิจที่ยังมองลูกค้าเป็นคู่หรือเป็นครอบครัวเป็นค่าเริ่มต้น กำลังออกแบบสินค้าให้กับหน่วยการตัดสินใจที่เล็กลงเรื่อยๆ ในชีวิตจริง ส่วนแพลตฟอร์มที่เข้าใจว่าคนคนเดียวสลับได้หลายโหมดในหนึ่งปี คือแพลตฟอร์มที่ได้อยู่กับลูกค้าในทุกโมเมนต์
นับจากนี้ไป คำถามของคนทำธุรกิจบริการจึงไม่ใช่ว่าจะทำโปรโมชันคู่รักหรือแพ็กเกจครอบครัวยังไงให้ขายดี แต่คือถ้าพรุ่งนี้มีลูกค้าเดินเข้ามาคนเดียว สินค้าของคุณพร้อมต้อนรับเขาเต็มที่แล้วหรือยัง และถ้ายังไม่พร้อม เขาก็จะเลือกไปใช้บริการของแบรนด์ที่คิดเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วอย่างน่าเสียดายครับ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Gother Solo Travel และการเที่ยวคนเดียว
Solo Travel คืออะไร
Solo Travel คือการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวโดยไม่มีเพื่อนร่วมทริปหรือครอบครัวไปด้วย ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่คนโสดหรือสายแบ็คแพ็ค แต่กลายเป็นพฤติกรรมปกติของกลุ่มวัยทำงาน ข้อมูลการจองบน Gother แพลตฟอร์มท่องเที่ยวสัญชาติไทย พบว่าการจองสำหรับผู้เดินทางคนเดียวมีสัดส่วนมากกว่า 70% ของการจองทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม
ทำไมคนไทยนิยมเที่ยวคนเดียวมากขึ้น
เหตุผลหลักคือวันว่างที่ตรงกับคนอื่นหายากขึ้น และคนเลือกเที่ยวจากโมเมนต์ที่อยากสัมผัส เช่น ดูกีฬา ดูคอนเสิร์ต หรือพักผ่อนสั้นๆ ซึ่งมีวันเวลาตายตัวและไม่รอใคร กลุ่มวัยทำงานที่มีกำลังซื้อจึงเลือกออกเดินทางเองให้ตรงกับเวลาและความสนใจของตัวเอง ทิศทางนี้สอดคล้องกับข้อมูลต่างประเทศ เช่น ความสนใจค้นหาคำว่า Solo Travel บน Google ในสหรัฐฯ ที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลในปี 2569 และผลสำรวจ Mastercard ที่พบว่า 39% ของนักเดินทางต่างประเทศเคยเที่ยวคนเดียวมาแล้ว
Gother Beyond OTA คืออะไร
Gother Beyond OTA คือกลยุทธ์ของ Gother แพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์สัญชาติไทย ที่ขยายบทบาทจากการจองเที่ยวบินและที่พัก ไปสู่ระบบที่เชื่อมเที่ยวบิน ที่พัก กิจกรรม กีฬา ความบันเทิง สุขภาพ และการพักผ่อนเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด Book Your Moment with Gother ที่แบ่งประสบการณ์เป็น Cheerful Moment, Active Moment และ Recharge Moment โดยบริษัทคาดว่ามูลค่าการจองรวมปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1,300 ล้านบาท โต 60% จากปีก่อน
ธุรกิจควรปรับตัวรับลูกค้าที่เดินทางคนเดียวอย่างไร
จุดเริ่มที่ทำได้ทันทีคือตรวจว่าสินค้าและราคาของเราตั้งต้นจากคนสองคนหรือเปล่า แล้วปรับให้หน่วยเริ่มต้นคือ 1 คน จากนั้นแบ่งกลุ่มลูกค้าตามโมเมนต์แทนการดูแค่อายุ ออกแบบพื้นที่ให้คนที่มาคนเดียวได้เจอคนที่สนใจเรื่องเดียวกันแบบไม่ถูกบังคับ และสื่อสารให้ชัดว่าเมื่อเกิดปัญหาระหว่างทาง แบรนด์จะดูแลลูกค้าอย่างไร