หลายองค์กรให้ความสำคัญกับเรื่องลิขสิทธิ์ภาพ เพลง หรือวิดีโอมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีอีกหนึ่งเรื่องที่มักถูกมองข้ามอยู่เสมอ นั่นคือ “ลิขสิทธิ์ฟอนต์”
หลายคนคิดว่าฟอนต์เป็นทรัพย์สินดิจิทัลที่ซื้อครั้งเดียวแล้วจบ ใช้งานได้ตลอดไป แต่ความจริงแล้ว ความเสี่ยงของฟอนต์มักไม่ได้เกิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์ตั้งแต่วันแรก กลับกัน หลายองค์กรเริ่มต้นใช้งานอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น เงื่อนไขการใช้งานเดิมอาจไม่สอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบันโดยไม่รู้ตัว
พูดง่าย ๆ คือ สิ่งที่เคยถูกต้องในวันแรก อาจกลายเป็นความเสี่ยงในวันที่บริษัทเติบโตขึ้นก็ได้
Font License อาจมีข้อจำกัดมากกว่าที่คิด
โดยทั่วไปแล้ว Font License จะระบุขอบเขตการใช้งานไว้อย่างชัดเจน และไม่ได้เปิดให้ใช้งานได้แบบไม่จำกัดในทุกกรณี โดยเงื่อนไขที่มักพบได้บ่อยมีอยู่ 3 เรื่องหลัก
1.จำนวนผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ภายในองค์กร
หลายองค์กรซื้อ License ตอนที่ทีมยังเล็ก มีผู้ใช้งานเพียงไม่กี่คน แต่เมื่อธุรกิจขยายตัว มีพนักงานหรือดีไซเนอร์เพิ่มขึ้น การติดตั้งฟอนต์ในจำนวนเครื่องที่มากกว่าเงื่อนไขเดิม อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่อง Compliance ได้ทันที
2.รูปแบบการใช้งานที่เปลี่ยนไป
ฟอนต์ที่ซื้อมาเพื่อใช้งานบนสื่อสิ่งพิมพ์ หรือเว็บไซต์ อาจไม่ได้ครอบคลุมการนำไปฝังในแอปพลิเคชัน การใช้งานในวิดีโอ หรือช่องทางดิจิทัลอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง
3.การขยายตลาดไปต่างประเทศ
บาง License อาจกำหนดขอบเขตการใช้งานตามพื้นที่หรือประเทศที่ได้รับอนุญาต หากแบรนด์เริ่มขยายธุรกิจไปต่างประเทศ หรือมีการเผยแพร่คอนเทนต์ในระดับสากล การใช้งานฟอนต์เดิมอาจไม่ครอบคลุมตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
เมื่อธุรกิจโตขึ้น ความเสี่ยงก็โตตาม
ปัญหาของ Font License คือหลายครั้งไม่มีสัญญาณเตือนให้เห็นชัด ๆ
ทุกอย่างอาจดูปกติดี ทีมงานยังใช้ฟอนต์เดิม แบรนด์ยังสื่อสารเหมือนเดิม แต่ในความเป็นจริง องค์กรอาจกำลังใช้งานเกินขอบเขตของ License ที่ถืออยู่โดยไม่รู้ตัว
และเมื่อแบรนด์เริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเป็นที่รู้จักมากขึ้น เจ้าของลิขสิทธิ์ก็มีสิทธิ์ตรวจสอบการใช้งาน หรือที่เรียกว่า License Audit ได้
หากพบว่ามีการใช้งานไม่สอดคล้องกับเงื่อนไข ผลกระทบอาจไม่ได้มีแค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังรวมถึง
1.การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ย้อนหลังหรือค่าปรับเพิ่มเติม
2.การต้องจัดซื้อ License ใหม่แบบเร่งด่วน
3.ความล่าช้าของแคมเปญการตลาดหรือการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่
ด้วยเหตุนี้ การตรวจสอบ License จึงไม่ใช่การจับผิดคนในองค์กร แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้ทีมกฎหมาย ทีมการตลาด และทีมแบรนด์ สามารถทำงานได้อย่างมั่นใจในระยะยาว
จัดการความเสี่ยงก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา
Monotype ในฐานะผู้ถือสิทธิ์ฟอนต์ระดับโลกรายใหญ่ที่สุด เป็นเจ้าของหรือดูแลฟอนต์ที่องค์กรทั่วโลกใช้งานอยู่ทุกวัน ทั้ง Helvetica, Univers, Frutiger และอีกหลายพันฟอนต์ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ระดับโลก จึงได้ออกแบบโซลูชันด้าน Enterprise License และระบบ Font Management เพื่อรองรับองค์กรที่กำลังเติบโต ช่วยให้การจัดการฟอนต์เป็นระบบมากขึ้น ทั้งในเรื่องการควบคุมสิทธิ์การใช้งาน การรักษาความสม่ำเสมอของแบรนด์ และการใช้งานที่ถูกต้องในทุกช่องทาง
ขณะเดียวกัน Number 24 ในฐานะ Official Authorized Partner ของ Monotype ในประเทศไทย พร้อมให้บริการ Digital Asset Audit Service เพื่อช่วยองค์กรตรวจสอบว่าการใช้งานฟอนต์ในปัจจุบันยังสอดคล้องกับ License ที่มีอยู่หรือไม่ ให้ทุกอย่างพร้อมรองรับการเติบโตในขั้นต่อไปได้อย่างมั่นใจ
เพราะธุรกิจที่เติบโตได้ดี ควรมีสัญญาที่เติบโตตามไปด้วย ไม่ใช่สัญญาที่ถูกทิ้งไว้ตั้งแต่วันแรก
ปรึกษาเรื่องการจัดการลิขสิทธิ์ฟอนต์และดิจิทัลแอสเซทสำหรับองค์กรได้ที่ https://number24.co.th/