Curation Marketing กลไกที่ C PROJECT ของ ICC ใช้คัดแบรนด์ไทยกว่า 50 แบรนด์ พร้อมงานวิจัยแยม 24 รสที่ปิดการขายได้ 3% เทียบ 6 รสที่ทำได้ 30% และ 4 หลักการคัดสรร

ถอดรหัสการตลาด Curation ของ C PROJECT เมื่อ ICC เลือกใช้คนที่มีรสนิยมเป็นตัวคัดแบรนด์ แทนการปล่อยให้ Algorithm ตัดสินแทน

รู้มั้ยว่ามีการทดลองหนึ่งที่เอาแยมไปตั้งโต๊ะให้ชิมในซูเปอร์มาร์เก็ต โต๊ะแรกวางไว้ 24 รสชาติ อีกโต๊ะวางไว้แค่ 6 รสชาติ ผลคือโต๊ะที่มี 24 รสชาติดึงคนให้แวะเข้ามามากกว่าจริง คือ 60% ของคนที่เดินผ่าน เทียบกับ 40% ของโต๊ะเล็ก แต่พอไปดูยอดซื้อจริง คนที่เจอโต๊ะ 6 รสชาติกลับซื้อแยมกลับบ้านเกือบ 30% ขณะที่คนที่เจอโต๊ะ 24 รสชาติซื้อแค่ 3% เท่านั้น ต่างกันเกือบสิบเท่าจากการลดตัวเลือกลงอย่างเดียว

ตัวเลขชุดนี้มาจากงานวิจัย When Choice is Demotivating ของคุณ Sheena Iyengar และคุณ Mark Lepper ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Personality and Social Psychology ปี 2000 ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นแค่เรื่องของชั้นวางแยมใช่มั้ยครับ แต่จริงๆ แล้วมันคือกฎที่กำลังตัดสินชะตาของแบรนด์แฟชั่นและบิวตี้ไทยหลายพันแบรนด์บนหน้าจอมือถืออยู่ทุกวันนี้

และนั่นคือเหตุผลที่ผมสนใจการเปิดตัว C PROJECT ของ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ICC เป็นพิเศษ เพราะแทนที่จะสร้างช่องทางที่มีของให้เลือกเยอะที่สุด แบรนด์กลับเลือกวางตัวเองเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ Curator-led Model หรือการให้คนที่มีรสนิยมเป็นคนคัดของ โดยใช้คำว่าสไตล์เป็นหัวใจในการเลือกแบรนด์เข้ามา

ปัจจุบันมีแบรนด์ที่ผ่านการคัดสรรแล้วมากกว่า 50 แบรนด์ และตั้งเป้าผลักดันแบรนด์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศอย่างน้อย 15 แบรนด์ภายในปี 2569 ตามข้อมูลจาก ICC

งานประจำอย่างหนึ่งของผมคือการนั่งดู Social Listening ให้ลูกค้า ซึ่งทำให้ผมเห็นภาพชัดมากว่าหน้าฟีดของคนไทยวันนี้แน่นขนาดไหน

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่าทำไมการคัดสรรถึงกลายเป็นบริการที่มีมูลค่าขึ้นมาในยุคที่ของเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ กลไกของ Curator-led Model ทำงานยังไง และแบรนด์ที่ไม่ได้มีคิวเรเตอร์ตัวจริงอยู่ในมือจะหยิบหลักคิดชุดนี้ไปใช้ได้อย่างไรบ้างครับ

The Paradox of Choice ทำไมตัวเลือกที่เยอะขึ้น ถึงทำให้คนตัดสินใจซื้อน้อยลง

คำตอบสั้นที่สุดคือ ตัวเลือกที่เยอะขึ้นเพิ่มความน่าสนใจ แต่ลดความสามารถในการตัดสินใจ เพราะกลไกในหัวคนไม่ได้ทำงานแบบเครื่องคิดเลขที่ยิ่งมีข้อมูลยิ่งเลือกได้ดี แต่ทำงานแบบคนที่กลัวเลือกผิดแล้วเสียดายทีหลัง

Curation Marketing กลไกที่ C PROJECT ของ ICC ใช้คัดแบรนด์ไทยกว่า 50 แบรนด์ พร้อมงานวิจัยแยม 24 รสที่ปิดการขายได้ 3% เทียบ 6 รสที่ทำได้ 30% และ 4 หลักการคัดสรร

การทดลองชุดเดียวกันนี้ยังทำซ้ำกับช็อกโกแลตในห้องแล็บ และพบผลที่ตรงกัน คือกลุ่มที่ได้เลือกจาก 6 ชิ้น ยอมรับช็อกโกแลตเป็นค่าตอบแทนแทนเงินสดถึง 48% ขณะที่กลุ่มที่ได้เลือกจาก 30 ชิ้น เหลือแค่ 12%

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือกลุ่มที่เจอตัวเลือก 30 ชิ้นรายงานว่าสนุกกับการเลือกมากกว่า แต่ก็รู้สึกว่ายากกว่าและหงุดหงิดกว่าไปพร้อมกัน แปลว่าความรู้สึกสนุกตอนเลื่อนดูของ กับความสามารถในการกดจ่ายเงิน เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

แต่ประโยคที่ผมคิดว่าคมที่สุดในงานวิจัยชิ้นนี้ อยู่ในส่วนท้ายที่ผู้วิจัยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ยิ่งคนรู้สึกว่าการเลือกครั้งนี้ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เขาก็ยิ่งมีแนวโน้มจะไม่เลือกเอง และอาจถึงขั้นยกหน้าที่การเลือกให้คนที่ดูเชี่ยวชาญกว่าไปเลย

ประโยคนี้แหละครับคือใบอนุญาตให้ธุรกิจการคัดสรรเกิดขึ้นได้ เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคยอมยกให้คนอื่น ไม่ใช่เงิน แต่คือภาระในการตัดสินใจ

Discovery Problem โจทย์จริงของแบรนด์เล็ก ไม่ใช่ไม่มีที่ขาย แต่คือไม่มีใครเห็น

ทีนี้ลองย้ายภาพจากชั้นวางแยมมาที่หน้าจอมือถือคนไทยดูครับ ทุกวันนี้แบรนด์เล็กที่ทำเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอางไม่ได้ขาดช่องทางขายเลยแม้แต่นิดเดียว มี Marketplace ให้เปิดร้านฟรี มีโซเชียลให้ยิงแอด มีระบบขนส่งที่มารับของถึงหน้าบ้าน แต่ยอดขายกลับไม่มา และปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ Distribution หรอกครับ แต่อยู่ที่ Discovery คือการถูกค้นพบโดยคนที่ควรจะชอบเรา

Curation Marketing กลไกที่ C PROJECT ของ ICC ใช้คัดแบรนด์ไทยกว่า 50 แบรนด์ พร้อมงานวิจัยแยม 24 รสที่ปิดการขายได้ 3% เทียบ 6 รสที่ทำได้ 30% และ 4 หลักการคัดสรร

ขนาดของปัญหานี้ใหญ่กว่าที่หลายคนคิด รายงานอินไซต์ผู้บริโภคปี 2026 ของ Wisesight ระบุว่าในหนึ่งปี มีคอนเทนต์จากแบรนด์บนโซเชียลไทยรวมกัน 1,843,431 ชิ้น และคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์อีกมากกว่า 2.3 ล้านชิ้น นั่นแปลว่าแบรนด์ไม่ได้แข่งกับคู่แข่งใน Category ของตัวเองอย่างเดียว แต่แข่งกับทุกอย่างที่นิ้วของลูกค้าเลื่อนผ่านในวันนั้น

รายงานฉบับเดียวกันยังสรุปไว้ตรงๆ ด้วยว่าแบรนด์เสียอำนาจต่อรองมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะแพลตฟอร์มเป็นคนคุมทั้งค่าธรรมเนียม ค่าโฆษณา Algorithm และการมองเห็น

เมื่อการมองเห็นถูกคุมด้วยระบบที่จ่ายเงินได้มากกว่าก็ได้พื้นที่มากกว่า แบรนด์เล็กที่มีของดีแต่งบน้อยจึงเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง และนี่คือช่องว่างที่การคัดสรรเข้ามาแทรกได้พอดี เพราะคิวเรเตอร์ไม่ได้ทำงานด้วยงบสื่อ แต่ทำงานด้วยความเชื่อถือที่สะสมมา

อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้ในบทความ Social Media และ Influencer 2026 เมื่อ AI Content ทำคนสับสนจน Trust กลายเป็นกุญแจสำคัญ ว่ายอด Reach ยังพอซื้อได้ด้วยเงิน แต่ความเชื่อใจซื้อไม่ได้

Curator-led Model กลไกของการเอาคนที่มีรสนิยมมาแทนที่ระบบแนะนำสินค้า

C PROJECT พัฒนาขึ้นภายใต้ IC LAB ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ของ ICC และเลือกใช้แนวคิด Curator-led Model โดยวางคนสองคนไว้เป็นตัวกรองหลัก ฝั่งแฟชั่นคือคุณจิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์ ส่วนฝั่งบิวตี้คือคุณกานดา สายทุ้ม

Curation Marketing กลไกที่ C PROJECT ของ ICC ใช้คัดแบรนด์ไทยกว่า 50 แบรนด์ พร้อมงานวิจัยแยม 24 รสที่ปิดการขายได้ 3% เทียบ 6 รสที่ทำได้ 30% และ 4 หลักการคัดสรร

จุดที่ผมว่าน่าสนใจคือทั้งสองคนไม่ได้ถูกเลือกเพราะยอดผู้ติดตาม แต่เพราะมีประวัติการทำงานคัดสรรจริงมาก่อน คุณจิรัฏฐ์คือผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Cheeze และ Looker ซึ่งเป็นสื่อสตรีทแฟชั่นที่มีอิทธิพลกับวัยรุ่นไทยมายาวนาน ส่วนคุณกานดาทำงานในบทบาทบิวตี้คิวเรเตอร์ และเป็นเจ้าของช่องทางบิวตี้ในชื่อ Gandaganda มาก่อนเช่นกัน

พูดง่ายๆ คืองานที่ทั้งคู่ทำมาทั้งชีวิตคืออาชีพเดียวกับที่แพลตฟอร์มนี้ต้องการพอดี นั่นคือการดูของเยอะๆ แล้วเลือกให้คนอื่นดู

เกณฑ์การคัดก็ถูกประกาศไว้ชัดว่าไม่ได้ดูที่ความนิยมตามกระแส แต่ดูที่อัตลักษณ์ แนวคิด จุดยืน และศักยภาพในการเติบโตของแต่ละแบรนด์ ซึ่งข้อนี้สำคัญมากในเชิงกลไก เพราะถ้าคัดตามกระแส ผลลัพธ์จะไม่ต่างอะไรกับระบบแนะนำสินค้าที่ดันของขายดีขึ้นหน้าแรกอยู่แล้ว การคัดที่มีคุณค่าจึงต้องเป็นการคัดที่กล้าเลือกของที่ระบบยังมองไม่เห็น

ปัจจุบันแพลตฟอร์มรวบรวมแบรนด์แฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์ไว้มากกว่า 50 แบรนด์ ทั้ง IC LAB, PONY STONE, HEIDI’S SECRET, Dry Clean Only, Calm Outdoors, Morph8ne และอื่นๆ พร้อมขยายมาฝั่งบิวตี้ด้วย ACOCO และ Qloas Beauty เป็นสองแบรนด์แรก จำนวนระดับนี้ให้ความรู้สึกที่ต่างจากการเปิดหน้าค้นหาที่มีของเป็นล้านชิ้นอย่างชัดเจน เพราะมันคือขนาดที่คนหนึ่งคนดูจนจบได้ในหนึ่งบ่าย

Taste as Infrastructure ทำไมรสนิยมอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่มีระบบหลังบ้านรองรับ

แต่ถ้าหยุดแค่การคัดของ โมเดลนี้ก็จะเป็นได้แค่นิตยสารที่กดซื้อได้ ซึ่งเราเคยเห็นกันมาแล้วหลายเจ้าและส่วนใหญ่ก็ไปได้ไม่ไกลนัก จุดที่ทำให้เคสนี้ต่างออกไปคือ ICC เอาโครงสร้างที่ตัวเองสะสมมานานมาต่อท้ายการคัดสรรด้วย

ข้อมูลจาก ICC ระบุว่า C PROJECT ทำงานกับแต่ละแบรนด์ในฐานะคู่ค้า ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์ การสื่อสารและวางภาพลักษณ์ การผลิต การบริหารระบบหลังบ้าน ไปจนถึงการกระจายสินค้า

ซึ่งถ้าดูข้อมูลบริษัทในแบบสรุปข้อมูลของ ICC บนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเห็นว่าบริษัทจดทะเบียนก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2507 และทำธุรกิจจำหน่ายสินค้าแฟชั่นทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องสำอาง เครื่องหอม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ไปจนถึงเครื่องหนัง แปลว่าโครงสร้างที่เอามาเสนอให้แบรนด์เล็กใช้ ไม่ใช่ของที่เพิ่งสร้างขึ้นมาเพื่อโครงการนี้ แต่คือของที่มีอยู่แล้วและถูกเปิดให้คนนอกเข้ามาใช้

ความต่างตรงนี้สำคัญกับนักการตลาดมากครับ เพราะการคัดสรรทำให้แบรนด์ถูกเห็น แต่การถูกเห็นแล้วส่งของไม่ทัน คุมคุณภาพไม่ได้ หรือขยายไปตลาดอื่นไม่เป็น จะทำให้โอกาสที่ได้มากลายเป็นความเสียหายแทน แทนที่จะปัง ก็จะกลายเป็นพังเอาได้ง่ายๆ

Curation Marketing กลไกที่ C PROJECT ของ ICC ใช้คัดแบรนด์ไทยกว่า 50 แบรนด์ พร้อมงานวิจัยแยม 24 รสที่ปิดการขายได้ 3% เทียบ 6 รสที่ทำได้ 30% และ 4 หลักการคัดสรร

เป้าหมายที่ประกาศไว้ว่าจะดันแบรนด์ไทยไปตลาดต่างประเทศอย่างน้อย 15 แบรนด์ภายในปี 2569 โดยมองญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตลาดแรก จึงเป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าจับตากว่าจำนวนแบรนด์ในระบบเสียอีก

เพราะการคัดของให้คนไทยดูเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การพาของที่คัดแล้วไปยืนในตลาดที่มีมาตรฐานเรื่องรสนิยมสูงมากอย่างสองประเทศนั้น เป็นบททดสอบที่ยากกว่ากันหลายเท่า และเป็นจุดที่จะพิสูจน์ว่าโมเดลนี้ทำงานได้จริงหรือไม่

Curation in Action 4 หลักการคัดสรรที่นักการตลาดเอาไปใช้กับแบรนด์ตัวเองได้

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งหลักฐานจากงานวิจัยว่าตัวเลือกที่มากเกินไปทำลายการตัดสินใจอย่างไร เห็นสภาพหน้าฟีดของคนไทยที่ทำให้แบรนด์เล็กแทบไม่มีทางถูกเจอด้วยตัวเอง และเห็นวิธีที่แพลตฟอร์มหนึ่งเอาคนที่มีรสนิยมมาทำหน้าที่เป็นตัวกรองแทนระบบ คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าเราไม่ได้มีคิวเรเตอร์ระดับนั้นอยู่ในมือ เราจะถอดหลักคิดชุดนี้มาใช้กับแบรนด์ตัวเองได้ตรงไหนบ้าง ผมรวบมาเป็น 4 ข้อดังนี้ครับ

1. Filter over Feed ทำหน้าที่เป็นตัวกรองให้ลูกค้า ไม่ใช่เพิ่มของให้เขาเลือก

Curation Marketing กลไกที่ C PROJECT ของ ICC ใช้คัดแบรนด์ไทยกว่า 50 แบรนด์ พร้อมงานวิจัยแยม 24 รสที่ปิดการขายได้ 3% เทียบ 6 รสที่ทำได้ 30% และ 4 หลักการคัดสรร

สัญชาตญาณแรกของแบรนด์เวลายอดตกคือเพิ่มรุ่น เพิ่มสี เพิ่ม SKU เพราะรู้สึกว่ายิ่งมีของครบยิ่งขายได้ แต่งานวิจัยเรื่องแยมบอกเราตรงข้าม สิ่งที่ควรทำคือช่วยลูกค้าตัดตัวเลือกให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น

ลองนึกถึงร้านขายกล้องที่มีสินค้าอยู่ 40 รุ่นเต็มตู้ ถ้าเปลี่ยนหน้าร้านใหม่เป็นการจัดกลุ่มว่ารุ่นไหนเหมาะกับคนเริ่มถ่ายวิดีโอ รุ่นไหนเหมาะกับคนถ่ายอาหาร แล้วเลือกมาแค่กลุ่มละ 3 รุ่น ยอดปิดการขายมักจะขยับขึ้นทันที ทั้งที่ของในสต็อกเท่าเดิมทุกชิ้น

2. Point of View ประกาศให้ชัดว่าคัดด้วยเกณฑ์อะไร ไม่ใช่คัดตามกระแส

การคัดสรรที่ไม่มีจุดยืนคือการจัดอันดับขายดี ซึ่งลูกค้าเปิดดูเองได้อยู่แล้วจากทุกแพลตฟอร์ม สิ่งที่ทำให้การคัดมีมูลค่าคือเกณฑ์ที่ชัดพอจะทำให้คนเห็นด้วยหรือเห็นต่างได้ เหมือนที่เกณฑ์ของโครงการนี้ประกาศไว้ว่าดูที่อัตลักษณ์และจุดยืน ไม่ได้ดูที่ความนิยม

ลองนึกภาพร้านหนังสือเล็กๆ ที่เขียนป้ายไว้หน้าชั้นว่าเล่มบนชั้นนี้คัดมาเฉพาะหนังสือที่เจ้าของร้านอ่านจบเองแล้วเท่านั้น ป้ายประโยคเดียวนั้นเปลี่ยนของบนชั้นจากสินค้าธรรมดา ให้กลายเป็นคำแนะนำที่มีคนรับผิดชอบอยู่ข้างหลังทันที

3. Credible Curator เลือกคนคัดที่มีประวัติการคัดจริง ไม่ใช่แค่คนที่มีคนตาม

จุดพลาดที่ผมเห็นบ่อยคือแบรนด์เลือกคนมาแนะนำสินค้าจากยอดผู้ติดตามเป็นหลัก ทั้งที่สิ่งที่ผู้บริโภคมองหาในจังหวะกำลังจะจ่ายเงิน คือคนที่รู้จริงในหมวดนั้น รายงานของ Wisesight เองก็ชี้ไปทางเดียวกันว่าในหมวดที่เลือกผิดแล้วเสียหาย อย่างบิวตี้ สุขภาพ การเงิน และเทคโนโลยี แบรนด์ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมากกว่าดูแค่ตัวเลขคนติดตาม

น้ำหนักของเรื่องนี้จับต้องได้กว่าที่คิด อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้ในบทความ 8 Digital Marketing และ Consumer Behavior Trends 2026 ที่ Human Touch กลายเป็นแต้มต่อของธุรกิจ ว่ามีแคมเปญที่เชิญผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแนะนำการแต่งตัวและเลือกชุดสูทให้ผู้บริหาร วันเดียวมีผู้ร่วมงาน 16 คน แต่ปิดยอดขายได้เกือบ 800,000 บาท ซึ่งเป็นผลจากรสนิยมและความไว้ใจล้วนๆ

4. Selection Plus System การคัดสรรต้องมาพร้อมระบบที่ทำให้แบรนด์โตต่อได้

ข้อนี้คือข้อที่คนมักลืม เพราะการคัดสรรสร้างความต้องการได้เร็วกว่าที่หลายแบรนด์จะรับไหว ถ้าคัดของมาโชว์แล้วปล่อยให้เจ้าของแบรนด์ไปวิ่งหาโรงงาน หาขนส่ง และทำบัญชีเอง สุดท้ายโอกาสก็จะหลุดมือไปแบบน่าเสียดาย

ลองนึกถึงตลาดนัดงานคราฟต์ที่คัดร้านเข้มมากจนคนต่อคิวยาว แต่พองานจบก็จบกันแค่นั้น เทียบกับงานที่คัดร้านเข้มพอกัน แต่มีทีมช่วยวางระบบสั่งซื้อล่วงหน้าและจัดส่งให้ด้วย ร้านในงานหลังคือร้านที่มีโอกาสโตต่อหลังงานเลิก

Taste สรุปบทเรียน Curation Marketing จาก C PROJECT ของ ICC ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

สิ่งที่เคสนี้บอกเราจริงๆ ไม่ใช่เรื่องว่าคนเก่งกว่า Algorithm หรือ Algorithm เก่งกว่าคน แต่คือเรื่องที่ว่าเครื่องมือสองอย่างนี้ตอบคนละคำถาม ระบบแนะนำสินค้าตอบได้ดีมากว่าคนแบบคุณมักซื้ออะไรต่อ ส่วนคนที่มีรสนิยมตอบได้ในสิ่งที่ระบบตอบไม่ได้ นั่นคือของชิ้นนี้ดีพอจะเอาชื่อของตัวเองไปค้ำประกันหรือเปล่า

จากที่ผมสังเกต แบรนด์ไทยจำนวนไม่น้อยยังคิดว่าปัญหาของตัวเองคือคนไม่รู้จัก เลยทุ่มงบไปกับการทำให้คนเห็นมากขึ้น ทั้งที่ปัญหาจริงคือคนเห็นแล้วแต่ไม่มีเหตุผลจะหยุดดู เพราะของที่หน้าตาใกล้เคียงกันเลื่อนผ่านตาเขาไปแล้วเป็นร้อยชิ้นในวันเดียวกัน วิธีที่เคยได้ผลอย่างการซื้อพื้นที่ให้ถี่ขึ้นกลับใช้ไม่ได้เหมือนเดิม เมื่อเทียบกับการทำให้ใครสักคนที่คนอื่นเชื่อถือ ยอมเอ่ยชื่อแบรนด์เราออกไป

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Taste หรือในภาษาไทยคือ รสนิยม เพราะในวันที่ของถูกผลิตได้เร็วขึ้น ถูกลง และเยอะขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา สิ่งที่ขาดแคลนจึงไม่ใช่ของอีกต่อไป แต่คือคนที่กล้าบอกว่าชิ้นไหนดีพอ

คำถามที่ผมอยากฝากทิ้งท้ายคือ ถ้าวันนี้ลูกค้าของคุณต้องเลือกระหว่างแบรนด์คุณกับอีกสิบแบรนด์ที่หน้าตาคล้ายกัน มีใครสักคนในโลกนี้ที่เขาเชื่อถือ และพร้อมจะชี้มาที่แบรนด์คุณแทนเขาไหมครับ ถ้ายังตอบไม่ได้ทันที นั่นแปลว่าเรากำลังฝากอนาคตของแบรนด์ไว้กับระบบที่ไม่เคยรู้จักเราอย่างน่าเสียดายครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเรื่อง Curation Marketing และ Curator-led Model

Curation Marketing คืออะไร ต่างจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างไร

Curation Marketing คือการที่แบรนด์หรือแพลตฟอร์มทำหน้าที่คัดเลือกสินค้าให้ผู้บริโภคภายใต้เกณฑ์และมุมมองที่ประกาศไว้ชัดเจน ต่างจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายตรงที่ตัวแทนจำหน่ายวัดผลด้วยจำนวนสินค้าที่มีในมือ ส่วนการคัดสรรวัดผลด้วยความน่าเชื่อถือของเกณฑ์ที่ใช้เลือก คุณค่าจึงอยู่ที่การตัดของออก ไม่ใช่การเพิ่มของเข้า

Curator-led Model เหมาะกับธุรกิจแบบไหน

เหมาะกับหมวดที่ผู้บริโภคเลือกยากและกลัวเลือกผิด เช่น แฟชั่น บิวตี้ ของแต่งบ้าน หรือสินค้าที่ราคาสูงพอจะทำให้คนลังเล เพราะยิ่งการตัดสินใจต้องใช้ความรู้เฉพาะทางมากเท่าไหร่ ผู้บริโภคยิ่งมีแนวโน้มจะพึ่งคนที่ดูเชี่ยวชาญกว่ามากขึ้นเท่านั้น ส่วนหมวดที่คนซื้อซ้ำเป็นนิสัยอยู่แล้วอย่างของใช้ในบ้าน การคัดสรรจะสร้างความต่างได้น้อยกว่า

แบรนด์เล็กที่ไม่มีงบจ้างคิวเรเตอร์ชื่อดัง ทำอย่างไรได้บ้าง

เริ่มจากการเป็นคิวเรเตอร์ในหมวดของตัวเองก่อนได้เลยครับ คือประกาศเกณฑ์ให้ชัดว่าเราเลือกวัตถุดิบหรือคัดสินค้าเข้าร้านด้วยหลักอะไร แล้วยืนเกณฑ์นั้นให้นานพอจนคนจำได้ อีกทางคือจับมือกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการเดียวกันที่ยังไม่ใช่คนดัง ซึ่งมักได้ความน่าเชื่อถือมากกว่าและต้นทุนต่ำกว่าการจ้างคนที่มีผู้ติดตามเยอะแต่ไม่ได้อยู่ในหมวดนั้น

วัดผลการทำ Curation อย่างไรว่าได้ผลจริง

ตัวชี้วัดที่ตรงที่สุดไม่ใช่ยอดคนเข้าชม แต่คืออัตราการตัดสินใจซื้อต่อคนที่เห็น และมูลค่าต่อตะกร้า เพราะหัวใจของการคัดสรรคือการทำให้คนที่เข้ามาแล้วกล้าตัดสินใจเร็วขึ้น ถ้าคนเข้าเยอะขึ้นแต่อัตราการซื้อเท่าเดิม แปลว่าเรากำลังทำหน้าร้านให้สวยขึ้นเฉยๆ ยังไม่ได้ทำหน้าที่คัดของให้ลูกค้าจริง

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *