การตลาดแบรนด์รังนกแท้ x อิงฟ้า ถอดกลยุทธ์เปลี่ยนพลังแฟนด้อมเป็นยอดขายหน้าร้าน GT พร้อม 4 บทเรียน ในวันที่ Fan Engagement โลกโตปีละ 20.9% แตะ 20,940 ล้านดอลลาร์

ถอดรหัสการตลาดแบรนด์รังนกแท้ จับมือคุณอิงฟ้า วราหะ เปลี่ยนพลังแฟนด้อมมหาชนให้กลายเป็นยอดขายที่หน้าร้าน GT ทั่วประเทศ

รู้มั้ยครับว่าตลาด Fan Engagement ทั่วโลกในปี 2025 มีมูลค่าสูงถึง 8,090 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2.72 แสนล้านบาท และรายงานของ The Business Research Company คาดว่าจะโตต่อเนื่องไปแตะ 20,940 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7 แสนล้านบาทภายในปี 2030 หรือโตเฉลี่ยปีละ 20.9% (คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 33.6 บาทต่อดอลลาร์ ณ กลางเดือนกรกฎาคม 2026) ตัวเลขระดับนี้กำลังบอกเราชัดๆ ว่า ความรักของแฟนคลับไม่ใช่แค่เรื่องของวงการบันเทิงอีกต่อไป แต่คือกลไกทางธุรกิจที่แบรนด์ทั่วโลกกำลังลงทุนอย่างจริงจัง

คำถามหนึ่งที่ผมเจอบ่อยเวลาไปบรรยายให้ผู้บริหารและนักการตลาดคือ จ้างพรีเซนเตอร์ค่าตัวแพงระดับซูเปอร์สตาร์ มันคุ้มจริงเหรอ ในยุคที่ใครๆ ก็แนะนำให้กระจายงบไปหา Influencer ตัวเล็กแทน คำตอบของผมมักเริ่มด้วยการชวนแยกก่อนว่า เรากำลังซื้อความดัง หรือกำลังซื้อความรักของแฟนด้อมทั้งก้อน เพราะสองอย่างนี้ให้ผลลัพธ์ต่างกันคนละเรื่อง และคำถามที่น่าคิดต่อคือ แล้วแบรนด์ FMCG ที่อยู่มานานอย่างแบรนด์รังนกแท้ จะหยิบพลังแบบหลังมาใช้อย่างไรให้ไม่ใช่แค่กระแสในโซเชียล แต่กลายเป็นยอดขายจริงที่หน้าร้าน

ล่าสุดแบรนด์รังนกแท้ ภายใต้บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด เปิดแคมเปญ “ที่ 1 ในใจอิงฟ้า ต้องแบรนด์รังนกแท้เท่านั้น” จับมือคุณอิงฟ้า วราหะ เป็นแอมบาสเดอร์ของแคมเปญ พร้อมประกาศชัดว่าจะรุกตลาด General Trade (GT) หรือร้านค้าทั่วไปในชุมชนเต็มรูปแบบ ฟังดูเหมือนแคมเปญพรีเซนเตอร์ทั่วไปใช่ไหมครับ แต่พอผมอ่านรายละเอียดของแคมเปญนี้จบ กลับพบว่านี่คือเคส Fandom Marketing การตลาดแฟนด้อมที่ออกแบบเส้นทางจากความรักของแฟนไปสู่ชั้นวางสินค้าในร้านโชห่วยได้อย่างน่าสนใจมาก

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสกันว่า แบรนด์รังนกแท้คิดอะไรอยู่เบื้องหลังแคมเปญนี้ และนักการตลาดอย่างเราจะหยิบบทเรียนอะไรไปใช้ต่อได้บ้างครับ

Why Fandom ทำไมแบรนด์รังนกแท้ที่อยู่มานานต้องหันมาเล่นกับพลังแฟนด้อม

คำตอบสั้นๆ คือ แบรนด์รังนกแท้กำลังใช้พลังแฟนด้อมของคุณอิงฟ้าเป็นตัวเร่งการรุกช่องทาง General Trade ที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อด้วยความคุ้นเคยและความไว้วางใจเป็นหลัก โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัดที่ร้านค้าชุมชนยังคงเป็น Touchpoint สำคัญของแบรนด์ เพราะแฟนด้อมคือกลุ่มคนที่พร้อมเดินไปหาสินค้าถึงหน้าร้าน ไม่ใช่แค่กดไลก์แล้วเลื่อนผ่านครับ

ข่าวประชาสัมพันธ์ของแคมเปญนี้ที่เล่าถึงมุมมองของคุณนภิส ศศิวิมลกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์รังนกแท้ ที่ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้วิถีชีวิตของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น แต่ร้านค้าทั่วไปในชุมชนยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งผู้บริโภคยังคงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่คุ้นเคยและไว้วางใจ ภายใต้หลักปรัชญา Seikatsusha ของกลุ่มซันโทรี่ ที่มองผู้บริโภคเป็นผู้ใช้ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อสินค้า

จุดที่ผมว่าคมคือ แบรนด์ไม่ได้เลือกระหว่างโลกออนไลน์กับหน้าร้าน แต่มองสองโลกนี้เป็นเส้นทางเดียวกัน แคมเปญนี้เดินเกมภายใต้กลยุทธ์ Brand Engagement ที่จัดกิจกรรมครบตั้งแต่ออนไลน์ ออฟไลน์ ไปจนถึงหน้าร้านทั่วประเทศ ตั้งแต่แดนซ์ชาเลนจ์ ไลฟ์สด ของสะสมลิมิเต็ดเอดิชัน ไปจนถึงการพลิกโฉมสื่อ ณ จุดขาย และถ้าถามว่าอะไรคือตัวเชื่อมที่ร้อยทุกกิจกรรมเข้าด้วยกัน คำตอบก็คือตัวคุณอิงฟ้าและพลังแฟนด้อมของเธอนั่นเองครับ

The People’s Champion: เลือกแอมบาสเดอร์ที่มหาชนเลือกให้ ไม่ใช่แค่คนดังค่าตัวแพง

ถ้าเพื่อนๆ ติดตามวงการนางงามมาบ้าง น่าจะรู้ดีว่าปรากฏการณ์คุณอิงฟ้า วราหะ ไม่ใช่ความดังแบบธรรมดา ข้อมูลจาก Wikipedia ระบุว่าเธอคว้ามงกุฎ Miss Grand Thailand 2022 ในฐานะตัวแทนกรุงเทพมหานคร ก่อนไปคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 Miss Grand International 2022 ที่อินโดนีเซีย แถมยังต่อยอดไปสู่งานแสดงจนคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงจากภาพยนตร์วิมานหนาม The Paradise of Thorns มาแล้ว

เส้นทางของเธอเริ่มจากการประกวดร้องเพลง ผ่านชีวิตที่ต้องทำงานหลากหลายอาชีพมาก่อนจะดัง ทำให้ภาพลักษณ์ของเธอคือผู้หญิงเก่งที่สู้ชีวิต จับต้องได้ และคนทั้งประเทศรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน จนแฟนๆ ตั้งฉายาให้ว่าอิงฟ้ามหาชน ซึ่งกลายเป็นแฮชแท็กประจำตัวของแฟนด้อมเธอไปแล้ว

ในมุมกลยุทธ์ การเลือกแอมบาสเดอร์แบบนี้ตอบโจทย์ตลาด GT แบบพอดีเป๊ะครับ เพราะโจทย์ของแบรนด์คือการคุยกับผู้บริโภคทั่วประเทศ ตั้งแต่แม่บ้านหน้าร้านโชห่วยต่างจังหวัด ไปจนถึงแฟนด้อมออนไลน์ที่พร้อมปั่นแฮชแท็กให้ติดเทรนด์ คุณอิงฟ้าคือคนไม่กี่คนในประเทศที่ข้ามได้ทั้งสองโลก

คล้ายกับเหตุผลที่แบรนด์สุขภาพหลายแบรนด์เลือกใช้ซูเปอร์สตาร์แถวหน้าเจาะ Mass Market อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้ในเคสการตลาด Inter Pharma กับกลยุทธ์ Presenter Marketing แต่เคสของแบรนด์รังนกแท้ไปไกลกว่าการยืมความน่าเชื่อถือของคนดัง เพราะสิ่งที่แบรนด์ยืมมาจริงๆ คือความรักและพลังลงมือทำของแฟนด้อมทั้งก้อนครับ

Heart Share Claim: ศิลปะการเคลมที่ 1 ผ่านใจแอมบาสเดอร์ แทนการเคลมตัวเลข

ลองอ่านชื่อแคมเปญช้าๆ อีกรอบนะครับ “ที่ 1 ในใจอิงฟ้า ต้องแบรนด์รังนกแท้เท่านั้น” จุดที่ผมว่าฉลาดมากคือ แบรนด์เลือกเคลมความเป็นที่ 1 ผ่านใจของแอมบาสเดอร์ ไม่ใช่การประกาศตัวเลขส่วนแบ่งตลาดแบบแข็งๆ ที่ผู้บริโภคทั่วไปฟังแล้วเฉยๆ เพราะสำหรับคนดูโฆษณา ตัวเลข Market Share คือเรื่องของบริษัท แต่คำว่าที่ 1 ในใจ คือเรื่องของความรู้สึกที่ทุกคนมีร่วมกันได้

จากที่ผมสังเกต โครงสร้างการเคลมแบบนี้ทำงาน 2 ชั้นพร้อมกันครับ ชั้นแรกกับผู้บริโภคทั่วไป ประโยคนี้แปลงคุณสมบัติของแบรนด์ที่วางตัวเองในฐานะผู้นำตลาดรังนกพร้อมดื่ม (ข้อมูลจากแบรนด์ตามที่ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์) ให้กลายเป็น Personal Endorsement คำรับรองส่วนตัวที่ฟังจริงใจกว่า เพราะในข่าวคุณอิงฟ้าเล่าเองว่าเป็นแบรนด์ที่เธอคุ้นเคยและดื่มเป็นประจำอยู่แล้ว

ส่วนชั้นที่สองกับแฟนด้อม ประโยคนี้คือคำเชิญกลายๆ ว่า ถ้าสิ่งนี้คือที่ 1 ในใจของคนที่คุณรัก แล้วคุณจะไม่ลองเปิดใจให้สิ่งเดียวกันหน่อยเหรอ ซึ่งตรงกับนิยามที่ผมเคยเขียนไว้ในบทความ Fandom Marketing Trend กลยุทธ์การตลาดแฟนด้อม ว่าแฟนด้อมต่างจากแฟนคลับตรงที่พวกเขาพร้อมลงมือทำเพื่อสนับสนุนแบรนด์ที่ศิลปินเป็นพรีเซนเตอร์จริงๆ ไม่ใช่แค่กดติดตามเฉยๆ ครับ

มองในมุมหนึ่ง นี่คือการตลาดที่เล่นกับ Customer Relationship ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแบรนด์ในระดับที่ลึกกว่าโปรโมชัน ใครอยากเข้าใจหลักคิดเรื่องการเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้เป็นยอดขายระยะยาวแบบเป็นระบบ ผมเขียนไว้ละเอียดในหนังสือ Customer Relationship Marketing ของผมเอง ลองหยิบไปอ่านต่อกันได้ครับ

Fandom to Shelf: ออกแบบกิจกรรมให้ความรักของแฟนเดินไปจบที่หน้าร้าน

หัวใจของแคมเปญนี้ไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมแต่ละตัว แต่อยู่ที่การออกแบบให้ทุกกิจกรรมมีปลายทางเดียวกันคือร้านค้า GT ครับ ลองไล่ดูทีละตัวตามที่ระบุในข่าวประชาสัมพันธ์นะครับ เริ่มจากแดนซ์ชาเลนจ์กับจิงเกิลพิเศษ “อิงฟ้าดื่มแบรนด์รังนกแท้” ที่ชวนแฟนๆ และคนทั่วไปมาเต้นตามบนออนไลน์ อันนี้ทำหน้าที่สร้าง Awareness และฝังชื่อแบรนด์เข้าไปในหูผ่านเสียงเพลง ต่อด้วยการร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไทยเพื่อขยายกระแสให้กว้างขึ้น

แต่ตัวที่ผมว่าน่าสนใจสุดคือไลฟ์สด “ความลับที่ 1 ในใจอิงฟ้ากับแบรนด์รังนกแท้” เพราะในไลฟ์มีทั้งของสะสมลิมิเต็ดเอดิชันลายอิงฟ้าที่สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ร่วมกิจกรรมในไลฟ์ และคูปองส่วนลดที่มีให้เฉพาะช่วงไลฟ์เพื่อกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้า นี่คือกลไกเปลี่ยน Engagement เป็น Transaction แบบวัดผลได้ คล้ายกับที่แบรนด์นมทางเลือกเคยเปลี่ยนพลังแฟนด้อมมาสเกิตให้เป็นยอดขายทันทีในงานอีเวนต์ อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดไว้ในเคสการตลาด 137 Degrees x น้องเนย ที่ใช้ Fandom Marketing จนสยามพารากอนแทบแตกมาแล้ว ต่างกันตรงที่แบรนด์รังนกแท้เลือกสนามเป็นร้านค้าชุมชนทั่วประเทศแทนห้างใจกลางเมืองครับ

และจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายคือการพลิกโฉมการสื่อสาร ณ จุดขาย In-Store Visibility ด้วยภาพคุณอิงฟ้าและเพลงจากแคมเปญในร้านค้าปลีกทั่วประเทศ คิดภาพตามนะครับ แฟนด้อมหรือคนที่เห็นชาเลนจ์บนออนไลน์ เดินเข้าร้านใกล้บ้านแล้วเจอหน้าคุณอิงฟ้ายิ้มรออยู่ตรงชั้นวาง เสียงเพลงคุ้นหูดังเบาๆ ในร้าน วินาทีนั้นการตัดสินใจซื้อแทบไม่ต้องใช้ความพยายามเลย เพราะแบรนด์ทำให้ Mental Availability ที่สะสมจากออนไลน์ มาเจอกับ Physical Availability ที่หน้าร้านพอดีครับ

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมแบรนด์ที่อยู่มานานถึงเลือกเดินเกมแฟนด้อม เห็นวิธีเลือกแอมบาสเดอร์ วิธีเคลมความเป็นที่ 1 ผ่านใจ ไปจนถึงการออกแบบเส้นทางจากไลฟ์สดสู่ร้านโชห่วย คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ ถ้าจะถอดสิ่งที่แบรนด์รังนกแท้ทำออกมาเป็นหลักการที่หยิบไปใช้กับแบรนด์ตัวเองได้ หน้าตาของหลักการเหล่านั้นจะเป็นอย่างไร ผมสรุปให้เป็น 4 ข้อครับ

Key Takeaways: 4 บทเรียน Fandom Marketing จากแบรนด์รังนกแท้ ที่นักการตลาดเอาไปใช้ต่อได้

1. Fandom Fit ความรักของแฟนต้องส่งต่อถึงสินค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ

พลังแฟนด้อมจะทำงานก็ต่อเมื่อภาพของศิลปินกับสินค้าไปในทิศทางเดียวกัน เคสนี้คุณอิงฟ้ามีภาพผู้หญิงที่ดูแลตัวเองและใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ ซึ่งเข้ากับสินค้าดูแลสุขภาพจากภายในแบบไม่ต้องฝืน ลองนึกภาพกลับกัน ถ้าแบรนด์เดียวกันไปจับไอดอลสายปาร์ตี้ที่แฟนรักในความติสท์ ความรักนั้นจะหยุดอยู่ที่ตัวศิลปิน แต่ไม่ไหลต่อมาที่สินค้า เพราะแฟนดูออกทันทีว่าเป็นแค่งานจ้างครับ

2. Crossover Reach เลือกคนที่ข้ามได้ทั้งตลาดแมสต่างจังหวัดและแฟนด้อมออนไลน์

โจทย์ช่องทาง GT คือคนทั่วประเทศ การเลือกแอมบาสเดอร์จึงต้องดูมากกว่ายอด Follower แต่ต้องดูว่าฐานแฟนกระจายตัวแบบไหน คุณอิงฟ้าที่มีเส้นทางชีวิตแบบสู้ชีวิตจนคนต่างจังหวัดรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน พร้อมกับแฟนด้อมออนไลน์ที่แข็งแรง คือส่วนผสมที่หายาก ลองนึกถึงเวลาเราเลือกอินฟลูเอนเซอร์ให้แบรนด์ตัวเองดูครับ ยอดล้าน Follower ที่กระจุกในกรุงเทพ อาจแพ้ยอดครึ่งล้านที่กระจายทั่วประเทศ ถ้าสินค้าเราขายผ่านร้านโชห่วยเป็นหลัก

3. Path to Purchase ทุกกิจกรรมต้องมีเส้นทางเดินต่อไปถึงจุดขายจริง

จุดที่แคมเปญแฟนด้อมจำนวนมากพลาดคือจบแค่ Engagement บนหน้าจอ เคสนี้แบรนด์ผูกของสะสมลิมิเต็ดและคูปองส่วนลดเข้ากับไลฟ์ แล้วชี้ปลายทางไปที่ร้านค้าชัดเจน ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าถ้าเราทำแคมเปญให้แบรนด์ขนมสักตัว แทนที่จะแจกโค้ดส่วนลดออนไลน์อย่างเดียว การให้แฟนไปตามหาแพ็กเกจลายพิเศษที่ร้านใกล้บ้าน ก็เปลี่ยนการไถฟีดให้กลายเป็นการเดินเข้าร้านได้ทันทีครับ

4. Media Multiplier เปลี่ยนหน้าแอมบาสเดอร์ให้เป็นสื่อหน้าร้านที่ทำงานทุกวัน

ค่าตัวแอมบาสเดอร์จะคุ้มขึ้นหลายเท่า ถ้าแบรนด์ใช้ Asset ตัวเดียวกันให้ครบทุก Touchpoint แคมเปญนี้เอาภาพและเพลงของคุณอิงฟ้าไปพลิกโฉมสื่อ ณ จุดขายทั่วประเทศ เท่ากับว่าร้านโชห่วยทั่วประเทศกลายเป็นพื้นที่สื่อของแบรนด์ไปในตัว ลองนึกถึงป้ายเล็กๆ หน้าร้านชำที่มีหน้าพรีเซนเตอร์คนโปรดของคนในหมู่บ้าน ป้ายนั้นทำงานทุกวันโดยไม่มีวันหยุด ต่างจากโฆษณาออนไลน์ที่หยุดทำงานทันทีที่หยุดจ่ายเงินครับ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตลาดแบรนด์รังนกแท้ x อิงฟ้า

แคมเปญ “ที่ 1 ในใจอิงฟ้า ต้องแบรนด์รังนกแท้เท่านั้น” คืออะไร

คือแคมเปญของแบรนด์รังนกแท้ ภายใต้บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ที่จับมือคุณอิงฟ้า วราหะ เป็นแอมบาสเดอร์ เพื่อรุกตลาด General Trade ผ่านกิจกรรมครบวงจร ทั้งแดนซ์ชาเลนจ์ ไลฟ์สดพร้อมของสะสมลิมิเต็ดเอดิชัน การร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ และการพลิกโฉมสื่อ ณ จุดขายทั่วประเทศครับ

ทำไมแบรนด์รังนกแท้ถึงเลือกรุกช่องทาง General Trade

เพราะร้านค้าทั่วไปในชุมชนยังเป็นช่องทางสำคัญของสินค้า FMCG โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัดที่ผู้บริโภคเลือกซื้อจากแบรนด์ที่คุ้นเคยและไว้วางใจ ช่องทาง GT จึงเป็นสนามที่สร้างทั้งการเข้าถึง การทดลองใช้ และความผูกพันกับแบรนด์ในระดับชุมชนได้พร้อมกันครับ

Fandom Marketing ต่างจาก Presenter Marketing ทั่วไปอย่างไร

Presenter Marketing คือการยืมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของคนดังมาการันตีสินค้า แต่ Fandom Marketing ไปไกลกว่านั้น เพราะเป็นการทำงานร่วมกับกลุ่มแฟนที่พร้อมลงมือสนับสนุนแบรนด์ที่ศิลปินของพวกเขาเป็นแอมบาสเดอร์ ทั้งการร่วมกิจกรรม การช่วยกระจายคอนเทนต์ ไปจนถึงการตามไปซื้อสินค้าจริงที่หน้าร้านครับ

แบรนด์เล็กที่งบไม่ถึงระดับซูเปอร์สตาร์ เอาแนวคิดนี้ไปใช้ได้ไหม

ได้ครับ หัวใจไม่ได้อยู่ที่ขนาดของคนดัง แต่อยู่ที่การเลือกคนที่แฟนรักจริงและภาพเข้ากับสินค้า บวกกับการออกแบบเส้นทางจากกิจกรรมออนไลน์ไปสู่จุดขายจริง แบรนด์เล็กอาจเริ่มจากครีเอเตอร์ท้องถิ่นที่มีแฟนเหนียวแน่นในจังหวัดตัวเอง แล้วผูกกิจกรรมเข้ากับร้านค้าในพื้นที่ก็ได้ผลลัพธ์ในหลักการเดียวกันครับ

Heart: สรุปการตลาดแบรนด์รังนกแท้ x อิงฟ้า บทเรียนการครองใจที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

ถ้ามองแบบ Zoom Out แคมเปญนี้กำลังบอกเราว่า สนามแข่งขันของแบรนด์ในช่องทาง GT ไม่ได้อยู่แค่บนชั้นวางสินค้าอีกต่อไป แต่ขยับไปอยู่ในใจของผู้คนก่อนที่พวกเขาจะเดินเข้าร้านด้วยซ้ำ แบรนด์ที่อยู่มานานมักได้เปรียบเรื่องความคุ้นเคย แต่ความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียวก็เสี่ยงจะกลายเป็นความเคยชินที่ไร้ความตื่นเต้น การเติมพลังแฟนด้อมเข้าไป จึงเป็นการเติมความรู้สึกใหม่ให้แบรนด์เดิม โดยไม่ต้องรื้อรากฐานความไว้วางใจที่สะสมมานานทิ้งเลยแม้แต่นิดเดียว

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Heart หรือในภาษาไทยคือ ใจ เพราะทั้งแคมเปญนี้เล่นกับคำเดียวกันหมด ตั้งแต่ที่ 1 ในใจอิงฟ้า การครองใจผู้บริโภคมายาวนาน ไปจนถึงการได้ใจแฟนด้อมให้เดินไปถึงหน้าร้าน สุดท้ายแล้วสิ่งที่แบรนด์รังนกแท้กำลังลงทุน ไม่ใช่แค่แคมเปญหนึ่งแคมเปญ แต่คือการจองพื้นที่ในใจคนทั้งประเทศ ผ่านคนที่มหาชนมอบใจให้ไปแล้ว ใครสนใจศาสตร์ของการเปลี่ยนความรักและความสัมพันธ์ให้เป็นยอดขายระยะยาว หนังสือ Customer Relationship Marketing ของผม มีหลักคิดและเคสให้ศึกษาต่อแบบจัดเต็มครับ

คำถามที่ผมอยากฝากให้คิดต่อคือ วันนี้แบรนด์ของคุณมีที่ยืนอยู่ในใจใครบ้าง และถ้ายังตอบไม่ได้ คุณควรเริ่มออกแบบเส้นทางสู่ใจลูกค้าตั้งแต่วันนี้ทันที ก่อนที่พื้นที่ในใจพวกเขาจะถูกแบรนด์อื่นจองไปจนหมดอย่างน่าเสียดายครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *